พายุเฮอริเคนและพายุโซนร้อนมีผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนบนโลก ซึ่งรุนแรงและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ในปี 2565 มีพายุเฮอริเคน 3 ลูก พัดถล่มสหรัฐอเมริกา หนึ่งในนั้นคือพายุเฮอริเคน “เอียน” (Ian) แค่ลูกเดียวก็ทำความเสียหายไปกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ไปกว่า 100 รายนักวิทยาศาสตร์เล็งว่ามีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงข้อมูลสภาพอากาศบนโลกและสภาพอากาศจากอวกาศ อะไรที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทำนายความแรงของพายุได้อย่างแม่นยำ และให้เวลาผู้คนในการอพยพและวางแผน เพราะฤดูเฮอริเคนปี 2566 ก็ใกล้เข้ามาแล้วล่าสุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา ได้ปล่อย ดาวเทียมขนาดเล็ก 2 ดวงแรกในกลุ่มดาวเทียม 4 ดวงของโครงการ TROPICS (Time-Resolved Observations of Precipitation structure and storm Intensity with a Constellation of Smallsats) เพื่อติดตามพายุหมุนเขตร้อนแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง ออกจากฐานปล่อยจรวดในนิวซีแลนด์2 ดาวเทียมดังกล่าวเป็นภารกิจแรกมีชื่อเล่นว่า “ร็อกเก็ต ไลค์ อะ เฮอริเคน” (Rocket Like a Hurricane) ถูกนำส่งขึ้นสู่วงโคจรโลกด้วยจรวดอิเล็กตรอน (Electron) ที่สร้างโดยบริษัทร็อกเก็ต แล็บ (Rocket Lab) ของสหรัฐฯ ซึ่งอ้างว่าสามารถบินผ่านพายุเฮอริเคนหรือพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ทุกชั่วโมง เรียกว่าจะสามารถเห็นพายุเคลื่อนตัวเป็นรายชั่วโมงก็ว่าได้ ส่วนดาวเทียมอีก 2 ดวงที่จะส่งตามขึ้นไปภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ เป็นภารกิจที่มีชื่อเล่นว่า “คัมมิง ทู อะ สตรอม เนียร์ ยู” (Coming to a Storm Near You) จะปล่อยจากฐานปล่อยเดียวกัน ดาวเทียมทั้ง 4 ดวงนี้ แต่ละดวงหนักประมาณ 5.44 กิโลกรัม ขนาดพอๆ กับขนมปัง 1 ก้อน มีหน้าที่สังเกตการณ์พายุหมุนเขตร้อนจากวงโคจรระดับต่ำของโลกเมื่อดาวเทียมทั้ง 4 อยู่ในวงโคจรแล้ว จะก่อตัวเป็นกลุ่มดาวที่สามารถสังเกตการณ์ได้บ่อยกว่าดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศในปัจจุบันที่ใช้เวลาทุกๆ 6 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้วัดความรุนแรงของพายุได้ยากกว่าส่วนข้อมูลที่ดาวเทียมต้องรวบรวมก็คือปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้น ที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่าพายุเฮอริเคนจะขึ้นฝั่งที่ใด ความรุนแรงเพียงใด ช่วยให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งเตรียมพร้อมรับมือ.ภัค เศารยะ