คดีจับเครือข่ายค้ายาเสพติดของ ป.ป.ส. บช.ปส. และ สืบสวน บช.น. จับกุมดำเนินคดีเครือข่าย นายทุนมินลัต นักธุรกิจชาวเมียนมา ผู้ต้องหาสำคัญที่อยู่เบื้องหลังถูกจับดำเนินคดีวันที่ 17 ก.ย.นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายทั่วไป โยงประเด็น ส.ว.ที่มีสายสัมพันธ์กับนายทุนมินลัต ที่ถูกตำรวจไทยจับคดีค้ายาเสพติดและฟอกเงิน อ้างข้อมูลชุดสืบสวนนครบาล พบเส้นทางการเงินไหลผ่านเข้ามาที่ บจ.เมียนมาอัลลัวร์ บจ.อัลลัวร์กรุ๊ป และ บจ.อัลลัวร์ พีแอนด์อีอ้างความสัมพันธ์ นายทุนมินลัต กับ ส.ว. อ้างว่าถือหุ้นใน บจ.เมียนมาอัลลัวร์ และ บจ.อัลลัวร์กรุ๊ป ชุดสืบสวน บช.น. ออกหมายจับ ส.ว. วันที่ 3 ต.ค.คดียาเสพติดและฟอกเงิน วันเดียวกันถูกศาลให้ถอนหมายจับออกไปโยงคำสั่งย้ายชุดสืบสวน บช.ทำคดีอ้างว่าต้องการ “ล้มคดี” พาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาแทรกแซง จับผูกเข้ากับที่ดินซอยอารีย์ 5 ใช้ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ ไล่เลียงเป็นการเมือง ข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายคดี ล้วนแต่เป็นเอกสารลับอยู่ในข้อมูลสืบสวนคดีตามมาด้วยเอกสารหลุดคำชี้แจง พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สว.สส.สน.พญาไท อดีต สว.กก.2 บก.สส.บช.น.เกี่ยวกับการขอหมายจับและเพิกถอนหมายจับ ส.ว.ที่ถูกอ้างโยงเข้ามาอยู่ในเครือข่าย “ทุนมินลัต” ผู้ต้องหายาเสพติด ทำให้ถูกวิจารณ์หนักในโลกโซเชียล สังคมตั้งคำถามความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทยนักการเมืองนำคดีค้ายาเสพติดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีมาโจมตีตำรวจ อัยการและศาล ที่มีส่วนรับผิดชอบคดี และจับมาโยงคำสั่งย้ายชุดสืบสวน บช.น.อ้างว่าเพื่อหวังผลทางคดี ทั้งที่คดีพ้นอำนาจไปแล้วเป้าหมายหลักของฝ่ายการเมือง ถล่มโจมตีรัฐบาลที่เป็นคู่แข่งเวทีเลือกตั้ง เป็นปกติทางการเมืองแต่ที่น่าสนใจเอกสารลับคดีหลุดมาอยู่ในมือนักการเมืองต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ส่อบานปลายศาล อัยการ ตำรวจ ถูกพาดพิงให้ข้อเท็จจริงว่า ทุกฝ่ายไม่ได้ “ปล่อยเกียร์ว่าง” ยึดขั้นตอนกฎหมายพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สวมบทผู้นำ ให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 บช.ปส. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ให้สังคมเข้าใจผิด ผบ.ตร.ฟังข้อมูลทุกด้าน ไม่ได้คล้อยตามผู้ที่ไม่หวังดีจงใจปล่อยเอกสารทำลายองค์กรเป็นงานหนักของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แม้ไม่ได้อยู่ช่วงคดีตั้งแต่เดือน ก.ย. และคดี บช.ปส.เป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่เดือน ก.ย. แต่วันที่ 3 ต.ค. พ.ต.ท.มานะพงษ์สืบสวนพบว่า ส.ว.น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกระทำผิดยื่นขอหมายจับ และศาลเพิกถอนหมายจับ ซึ่งศาลให้ความเห็นว่าการออกหมายจับไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบ คดีนี้ บช.ปส.เห็นว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เสนออัยการสูงสุดรับผิดชอบคดีตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. อัยการสูงสุดมอบ ผบก.ปส.3 เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแทนอัยการสูงสุด คณะทำงานยืนยันว่า ร่วมกันทำคดีของตำรวจและอัยการ ไม่ได้ช่วยเหลือใคร ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย หากหลักฐานถึงใครดำเนินคดี ไม่มีใครกดดันส่วนประเด็นโยกย้าย พ.ต.ท.มานะพงษ์ เป็นการแต่งตั้งตามวาระ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากคดี พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. มารับตำแหน่ง วันที่ 3 ต.ค. หลังสำนวนคดีส่ง บช.ปส. และอัยการสูงสุดอนุมัติเป็นคดีนอกราชอาณาจักร อำนาจการแต่งตั้ง สว.-รอง ผกก. เป็นอำนาจของ ผบช. พิจารณาจากหลายปัจจัยทั้งการทำงาน ความรู้ ความสามารถ การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและอาวุโส ประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์ มีผลคะแนนชัดเจน คนที่ถูกย้าย มีผลคะแนนต่ำ โยกย้ายตามความเหมาะสมคำสั่งย้าย สว.สส.บช.น. เป็น สว.สส.สน.พญาไท ไม่ได้ลดเกรดหรือกลั่นแกล้งและไม่ได้เกี่ยวข้องคดี เพราะ บช.ปส.เสนออัยการสูงสุดเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ทำให้ไม่เกี่ยวข้องคดี แต่แปลกที่ถูกคดีเข้ากับคำสั่งย้ายที่น่าห่วงประเด็นเอกสารข้อมูลคดี ขั้นตอนขอหมายจับ เป็นเอกสารราชการหลุดออกมาได้อย่างไร และระยะหลัง “เอกสารลับ” งานสืบสวนจงใจปล่อยให้มาอยู่ในมือนักการเมือง คนนอก หลุดมาถี่ยิบในช่วงอภิปรายการเมือง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือถล่มรัฐบาล ทำลายองค์กร ทำลายความเชื่อมั่นหน่วยงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา เป็นเรื่องใหญ่ที่กระบวนการยุติธรรมค้นหาความจริงผบ.ตร. สั่ง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ตรวจสอบเอกสารหลุด เนื่องจากเนื้อหาเป็นการเปิดเผยขั้นตอนสืบสวนสอบสวนคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จ สั่ง พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการทำสำนวนคดี ความล่าช้าบกพร่องหรือไม่ หากพบความผิดให้ดำเนินการเด็ดขาดทั้งอาญา วินัย และปกครอง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า “สั่งให้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เรื่องจริงอย่างไร เหตุใดถึงต้องไปมีความจำเป็นขนาดไหนถึงไม่ประสาน บช.ปส. ส่วนการหมุนระดับ สว.–รอง ผกก.เป็นอำนาจของ ผบช.น. ถ้าดูจากการโยกย้ายปรับเปลี่ยนจาก สว. ศูนย์สืบสวน บช.น.เป็น สว.สืบสวน สน.พญาไท ไม่ได้มีอะไรที่เสียหายและไม่มีผลต่อทางคดี เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจของ บช.ปส. ไปตั้งแต่เดือน ก.ย. ต่อมาทราบว่าอัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรตั้งแต่เดือน พ.ย. ถือเป็นความรับผิดชอบของอัยการสูงสุดมอบ ผบก.ปส.3 ร่วมกับทีมอัยการตั้งแต่เดือน พ.ย. เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของ บช.ปส.ไม่ได้เกี่ยวกับสารวัตรอีกแล้ว สารวัตรอาจเป็นผู้กล่าวหาซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ แต่การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ขึ้นอยู่กับคณะทำงานคดีนอกราชอาณาจักรตามระเบียบ เท่าที่รับรายงานและ ผบก.ปส.3 ชี้แจงทุกอย่างคืบหน้าหารือในคณะทำงานอยู่แล้วว่าจะออกหมายเรียกใครอยู่ในขั้นตอน เชื่อว่าคณะทำงานจะให้คำตอบได้ดีที่สุดและสังคมจะได้กระจ่างเอง”เป็นความชัดเจนของ ผบ.ตร. ผู้นำหน่วยสื่อให้สังคมได้เห็นอีกมุมที่ว่า ตำรวจทำตามหน้าที่ ทำตามกรอบกฎหมายให้อำนาจไว้ เมื่อเป็นคดีนอกราชอาณาจักร รูปแบบคณะทำงาน ตำรวจไม่ได้ทำฝ่ายเดียว ที่สำคัญประเด็นโยกย้ายไม่ได้มีผลต่อรูปคดี เพราะคดีนี้ให้อำนาจ บช.ปส.รับทำคดีตั้งแต่แรก ไม่ได้เกี่ยวกับคนที่ขอหมายจับแต่ที่น่าห่วง “เอกสาร” ขั้นตอนคดีที่ปล่อยหลุดมาอยู่ในมือ “คนนอก” ทำลายความเชื่อมั่นหน่วยงานยุติธรรม ศาล อัยการ ตำรวจ ที่ร่วมทำคดีเต็มที่ ทำให้ถูกสังคมตัดสินคณะทำงานทั้งที่คดีความยังไม่ได้สิ้นสุดคดี “ยาเสพติด” ถูกนำมาปั่นกระแส โยงเป็นคดีการเมือง ทำลายฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่คดียังไม่ยุติสังคมน่ารอฟังความจริงอีกด้านจากคณะทำงานอัยการสูงสุด.ทีมข่าวอาชญากรรม