ต้องยอมรับว่า “โรงพยาบาลรามาธิบดี” เป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพโดดเด่นที่สุดในการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนสำคัญคือ “คุณเม่ย–พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ” ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ มือประสานสิบทิศผู้เป็นหัวหอกในการระดมทุนผลักดันเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ให้สำเร็จเป็นจริงได้ ไล่ตั้งแต่การหาทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์, การช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ไปจนถึงโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยงบประมาณมหาศาล“หน้าที่ของเม่ยไม่ได้จำกัดแค่การระดมทุน แต่ยังต้องบริหารจัดสรรทุกทรัพยากรที่ได้รับบริจาคจากประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของคนไทย โดยผ่านการดำเนินการของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากนี้ยังต้องวางแผนและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม่ยอยากสร้างความยั่งยืนให้กับมูลนิธิ เพื่อที่ว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มูลนิธิก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยกลไกของตัวเอง โดยมีนโยบายที่ชัดเจนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”...คุณเม่ยบอกเล่าถึงภารกิจเกือบสองทศวรรษในฐานะผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ รูปแบบการให้ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเม่ยว่าคนไทยมีน้ำใจและถูกปลูกฝังให้ช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะทุกครั้งที่เกิดความต้องการเร่งด่วน อย่างเหตุการณ์โรคอุบัติใหม่ อุบัติภัยทางธรรมชาติ การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ คนไทยจะร่วมช่วยเหลือตามกำลังที่มี นอกเหนือจากการบริจาคเงิน อาจเป็นการให้แรงกายแรงใจและความสามารถเป็นจิตอาสา บางคนก็ช่วยเหลือโดยการบอกต่อ กดไลค์ กดแชร์ สำหรับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เราเชื่อว่าการให้จากทุกน้ำใจนั้นมีคุณค่า และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกมาก สังคมปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ ซึ่งตรงกับหลักการบริหารจัดการของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในทุกโครงการของเรามีการวางเป้าหมายชัดเจน และนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริหาร ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้การทำบุญออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ มีช่องทางการรับบริจาคออนไลน์ที่จัดทำมากว่า 10 ปีแล้ว และได้ปรับปรุงการให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยมาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้ผู้บริจาคสะดวกสบายที่สุด รวมถึงเปิดช่องทางการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลทางออนไลน์ด้วยหลังเกิดวิกฤติโควิด คนยุคใหม่ทำกิจกรรมการกุศลคึกคักขึ้นไหมความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ “เจเนอเรชันของผู้บริจาค” ตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่ม Gen X ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป คือผู้บริจาคหลักกว่า 40% ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ แต่ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2564 และมีการระดมทุนเพื่อโครงการเร่งด่วนที่เห็นผลลัพธ์จากการให้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ยอดบริจาคของกลุ่ม Gen Z (อายุ 9-24 ปี) กลับสูงขึ้น 2 เท่าตัวจากช่วงก่อนเกิดโควิด มูลนิธิรามาธิบดีฯ ใช้กลยุทธ์อะไรในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มูลนิธิรามาธิบดีฯ นำเอาความชื่นชอบของกลุ่มคนรุ่นใหม่มาพัฒนาการทำงานมากขึ้นในทุกมิติ เช่น ใช้อินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่มาช่วยโปรโมตแคมเปญต่างๆ, ดึงแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทยร่วมสร้างสรรค์ของที่ระลึกการกุศล และจัดทำคอนเทนต์ดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจของมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างความหลากหลายในการสื่อสารออกไป นอกจากนี้ยังจัดทำของที่ระลึกโดยใช้การ์ตูนคาแรกเตอร์ที่ได้รับความนิยม เช่น ไลน์เฟรนด์ (LINE Friends), เฮลโล คิตตี้ (Hello Kitty), สนูปี้ (Snoopy) ตลอดจนแบรนด์ลิขสิทธิ์แท้ “Peter Rabbit” และ “My Melody” เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึงการทำบุญมากขึ้นเมกะโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเร่งระดมทุนในปีนี้มีอะไรบ้างปีนี้มูลนิธิรามาธิบดีฯ จะมีอายุครบ 54 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นทำงานในฐานะองค์กรการกุศลที่มีภารกิจในการระดมทุนเพื่อพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งผลลัพธ์จากการให้ของประชาชนตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ สะท้อนผ่านการให้บริการทางการแพทย์ และการผลิตบุคลากรการแพทย์ในฐานะโรงเรียนแพทย์ โดยจะเห็นได้จากความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ทั้งโครงการระยะสั้นและระยะยาวที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ระดมทุน ซึ่งปัจจุบันเรามีโครงการระดมทุนหลายโครงการด้วยกัน เช่น โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี, โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์, โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้, โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี, โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชนและโครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยโครงการหลักที่จะต้องเร่งระดมทุนในปี 2566 คือ “โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี” และ “โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้” อะไรคือภารกิจหลักของโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธีเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยจะเป็นอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ที่ทำหน้าที่ทดแทนอาคารเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยที่มาใช้บริการสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มศักยภาพเทียบเท่าอาคารเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้ได้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มีความซับซ้อน ซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเป็นต้นแบบการรักษาให้โรงพยาบาลอื่นๆต่อไป นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้โครงการนี้เป็นพื้นที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน เพื่อร่วมพัฒนาต่อยอดในด้านสาธารณสุขของประเทศให้มีศักยภาพในระดับสากล สามารถแข่งขันได้และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) โครงการนี้จะเป็นอาคารสูง 25 ชั้น และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม มีขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยของอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า คาดการณ์ว่าสามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ถึง 2.5 ล้านครั้งต่อปี และให้บริการผู้ป่วยในได้ถึง 55,000 คนต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2571 แม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน แต่โครงการยังคงขาดงบประมาณด้านการก่อสร้างอาคารประมาณ 3,000 ล้านบาท และการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ทันสมัยที่มีมูลค่าสูงประมาณ 6,000 ล้านบาท แม้จะมีเงินบริจาคต่อเนื่อง แต่ทำไมสถานการณ์จัดหาเงินทุนยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้เป็นโครงการเก่าแก่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งคำว่าผู้ป่วยยากไร้ ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะผู้ป่วยจากสถานสงเคราะห์, ผู้ป่วยจิตเวช, ผู้ป่วยเร่ร่อน, ผู้ป่วยจากภัยพิบัติ แต่ยังรวมถึงภิกษุ, แม่ชี, ผู้ป่วยต่างด้าว และผู้ป่วยระดับกลางที่ใช้สิทธิประกันตน หรือใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิหลายกรณี เช่น สิทธิไม่ครอบคลุมบางโรค และยาหรืออุปกรณ์การแพทย์บางรายการไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ผู้ป่วยต้องชำระเพิ่มเติมเอง นอกจากนี้ยังช่วยเหลือครอบคลุมไปดูแลปัญหาด้านจิตใจ ครอบครัวและช่วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากรามาธิบดีมีความเชี่ยวชาญ และเป็นความหวังของผู้ป่วยโรคซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่ต้องใช้ค่ารักษาสูงมาก และใช้ระยะเวลาการรักษาเป็นเวลานาน จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องการการสนับสนุนเรื่องเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในแต่ละปีมูลนิธิใช้งบประมาณการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีรายได้ถึง 40% และส่วนที่เหลือแบ่งไปยังผู้ป่วยที่มีรายได้ต่ำ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นผู้ป่วยเด็กและผู้สูงวัยกว่า 57% ที่ผ่านมาสัดส่วนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้คิดเป็น 19% จากโครงการทั้งหมดที่มูลนิธิระดมทุนอยู่ โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยยากไร้รายใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ เพิ่มขึ้นกว่า 4% ในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งแนวโน้มก็มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ พูดถึง “ความสุขจากการให้...ไม่สิ้นสุด” อะไรคือความหมายแท้จริงเป็นแคมเปญสะท้อนผลลัพธ์แห่ง “การให้” จากน้ำใจของคนไทย ผ่านการรวบรวมเสียงแทนคำขอบคุณของเหล่าผู้ป่วย ภายใต้โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ ที่ได้รับการช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลจากน้ำใจของคนไทย และเพื่อตอกย้ำว่า “การให้” จาก “ผู้บริจาค” ที่ส่งต่อความสุขไปยังผู้รับ หรือ “ผู้ป่วย” ยังทำให้เกิดความสุขอีกหลายรูปแบบ ซึ่งถือเป็นความสุขใจจากการให้อย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ