วันหยุดยาวในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขของชาวจีนทั่วโลก นอกจากจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้องให้เติบโตและฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนตลาดภาพยนตร์ที่เคยซบเซาให้กลับมาคึกคักรับการผ่อนคลายกฎโควิด-19 อันเข้มงวดเหมาหยาน แพลตฟอร์มจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ของจีนเผยข้อมูลว่า บ็อกซ์ออฟฟิศของจีนในช่วงวันหยุดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 21-27 ม.ค. ที่ผ่านมา ทำรายได้ทะลุ 6,800 ล้านหยวน (หรือราว 33,234 ล้านบาท) แซงหน้ายอด 6,040 ล้านหยวน หรือราว 29,505 ล้านบาทเมื่อปี 2565 ไปแล้ว ทำให้เป็นรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศประจำวันหยุดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิสูงเป็นอันดับ 2 เป็นรองรายได้ 7,820 ล้านหยวน หรือประมาณ 38,189 ล้านบาท ของวันหยุดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่โรงภาพยนตร์ในจีนเปิดดำเนินการตามปกติและยังเป็นปีที่จีนวิ่งแซงหน้าตลาดในทวีปอเมริกาเหนือขึ้นเป็นตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากภาพยนตร์จีน 7 เรื่อง ที่ออกฉายในช่วงเวลาดังกล่าว ภาพยนตร์มหากาพย์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง Man Jiang Hong หรือ “Full River Red” ของผู้กำกับชื่อดังอย่าง “จาง อี้โหมว” เป็นเครื่องการันตีความยิ่งใหญ่อลังการ ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดอันดับ 1 ด้วยรายได้กว่า 2,600 ล้านหยวน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 41.6% ของรายได้รวมบ็อกซ์ออฟฟิศ ตามมาด้วย ภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่อง The Wandering Earth 2 ของผู้กำกับ “กัวฟาน” จากเรื่องสั้นของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง “หลิว ฉือซิน” ที่ได้ดาราดังอย่างหลิว เต๋อหัว และอู๋ จิง นำแสดง กวาดรายได้ไปกว่า 2,200 ล้านหยวน ที่ได้รับแรงหนุนจากแฟนภาพยนตร์ที่ตั้งข้อถกเถียงบนโลกออนไลน์ว่า ระหว่างภาคแรกและภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้คิดว่าภาคไหนดีกว่ากัน? ส่วนอันดับ 3 เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันตลกแนววิทยาศาสตร์ “Boonie Bears : Guardian Code” ทำรายได้กว่า 740 ล้านหยวนเทศกาลฤดูใบไม้ผลิถือเป็นเครื่องชี้วัดโชคชะตาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในจีนมาช้านาน เพราะถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะเข้าโรงหนังใน ช่วงเวลานี้ ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองอันดับ 1 ที่ชาวจีนเข้าโรงหนังอย่างคับคั่ง ทำรายได้ไปถึง 260 ล้านหยวน ตามมาด้วย กรุงปักกิ่ง และ นครเฉิงตู ในมณฑลเสฉวนตามลำดับ.อมรดา พงศ์อุทัย