หนังสือพิมพ์หลายฉบับพาด หัวข่าว พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) วงแตก เลือดไหลไม่หยุด ส.ส.ย้ายพรรคอีกระลอก ล่าสุด ส.ส.นครสวรรค์โดนดูดไปทั้งสามคน บางคนลาออกจาก ส.ส.ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย บางคนจะตามไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่รู้ว่าจะแยกอีกกี่ครั้งแต่คอการเมืองมองเป็นเรื่องปกติ การที่จะเกิดแตกแยกในพรรคและย้ายพรรค ที่มาจากคณะรัฐประหาร เนื่องจากไม่ได้รวมกันตั้งพรรค เพราะมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แต่มีผลประโยชน์ที่ตรงกัน คือการได้มาซึ่งอำนาจ แม้พรรค พปชร.จะแตกแยกแล้วหลายหน แต่ยังมีจุดขายสำคัญ และมีการโฆษณาว่าจะยังได้เป็นรัฐบาลแน่แต่เมื่อเกิดความแตกแยกครั้งหลังสุด พล.อ.ประยุทธ์ยกขบวนไปเข้าพรรค รทสช. ทำให้คณะผู้นำรัฐประหารที่เรียกว่า “กลุ่ม 3 ป.” แตกเป็น 2 กลุ่มและต้องชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลแน่ แต่ละพรรคจะได้ ส.ส.เข้ามากี่คนทำไมนักการเมืองไทยจึงอยากเป็นรัฐบาลกันนัก คำตอบก็คือเพราะถือคติ “เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง เป็นรัฐบาลปากมัน” ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นผู้สมัครนายกฯพรรค พปชร. มีโอกาสมากที่จะรักษาตำแหน่งได้ เพราะมี ส.ว.แต่งตั้งในมือถึง 250 เสียง ถ้าได้ ส.ส.เพิ่มอีกแค่ 126 เสียง รวมเป็น 376 เสียงเป็นเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ว. และ ส.ส. จะเป็นผู้ชนะในการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เมื่อ 2 ป. แตกเป็น 2 ฝ่าย ส.ว.ก็ต้องแบ่งแยกไม่ใช่พรรคใหญ่ที่สุดในสภาอีกต่อไป พรรค ส.ว.จะต้องสู้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งตั้งเป้าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ได้ ส.ส. 253 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อสู้กับพรรค ส.ว.แต่ ส.ส. 253 ที่นั่งไม่ใช่แลนด์สไลด์แท้ จะให้แลนด์สไลด์แท้ต้องให้ได้ 377 ที่นั่ง แบบที่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้ ในการเลือกตั้ง 2548 แต่นั่นก็ไม่ใช่เพราะคะแนนนิยมของ ทรท.อย่างเดียว แต่ต้องใช้พลังดูดที่ทรงพลานุภาพ ไม่ดูดแค่ ส.ส. แต่ดูดทั้งพรรคหลายพรรครวมทั้งพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธแต่ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่มีพรรคใดที่สามารถทำได้แบบนั้นได้ การที่ ส.ส. พปชร. บางส่วน แยกพรรคจึงเป็นเรื่องปกติ พล.อ.ประวิตรที่เชื่อว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ไม่เคยปรากฏชื่อในโพลใดๆ ที่ตามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับผู้ที่สนับสนุนให้เป็นนายกฯ มีเพียงฉายา “ลองนายกฯ” ที่สื่อมอบให้ของขวัญปีใหม่.