นับว่าเป็นประเด็นร้อนสะเทือน “วงการข้าราชการไทย” เมื่อ ป.ป.ช.สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลางบุกเข้าจับกุม “ตัวข้าราชการระดับสูงในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ที่ถูกกล่าวหาเรียกรับเงินสินบนจาก “ผู้ใต้บังคับบัญชา” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149ทว่าการจับกุมนี้สืบเนื่องจากข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติฯร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับเงินจาก “ลูกน้อง” เพื่อแลกกับการไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่งนั้น ก่อนชุดจับกุมจะวางแผนทำการล่อซื้อด้วยเงินสด 9.8 หมื่นบาท ที่ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานไว้แล้วก็เข้าจับกุมได้พร้อมของกลางดังกล่าวทั้งยังพบเงินสดอีก 4.9 ล้านบาทที่บรรจุอยู่ในซองมีชื่อระบุหน่วยงานด้วย เบื้องต้นในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธอ้างว่ามีคนนำซองมาให้ แต่ไม่ทราบข้างในเป็นอะไร และขอให้การชั้นศาล ดร.มานะ นิมิตรมงคลเหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสสังคมหันมาสนใจ “กระบวนการเรียกรับเงินวิ่งเต้นรักษาตำแหน่ง” ที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยนี้ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) บอกว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบในวงข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ยังมีอยู่ต่อเนื่องหนำซ้ำยังเดินควบคู่ไปกับ “ภาครัฐ” จัดกิจกรรมรณรงค์ประกาศนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน “ในการมอบรางวัลให้องค์กรทำงานด้วยความโปร่งใสนั้น” แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการทุจริตกันอยู่ตลอด กลายเป็นสังคมตั้งข้อสงสัยว่า “การมอบรางวัลเหล่านี้คืออะไร” เป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้นหรือไม่ถ้าพูดในฐานะผู้ที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันแล้ว “รู้สึกดีใจที่เรื่องการทุจริตในวงข้าราชการถูกเปิดเผย” เพราะอย่างน้อยในระยะสั้นๆนี้ “ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯ 2 หมื่นกว่าคน” จะหลุดพ้นบ่วงกรรมการถูกรีดไถเงินโดยไม่ต้องพากันดิ้นรนหาเงินหาทองมาส่งให้เจ้านายระยะหนึ่งความรู้สึกดีใจถัดมาคือ “การเปิดโปงคอร์รัปชันในระบบข้าราชการอย่างครบวงจรนี้” นับเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ได้เห็นโครงข่ายเส้นทางการทุจริต 3 ด้าน คือ 1.การคอร์รัปชันจัดซื้อจัดจ้าง 2.การใช้อำนาจบริหารจัดการ 3.การโกงกินเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย หรือรักษาตำแหน่งแบบขูดเลือดขูดเนื้อจากข้าราชการด้วยกันเอง สิ่งนี้เป็นการตอบโจทย์สาเหตุ “ทำไมดัชนีคะแนนคอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศไทยไม่ขยับไปไหน...?” เพราะข้าราชการแต่ละหน่วยงานถนัดใส่หน้ากาก “เล่นตามบท” โดยไม่ละอายต่อการกระทำผิดกันเช่นนี้แม้ “ประเทศไทย” จะมีกฎหมาย หรือมาตรการทางนโยบายในการต่อต้านคอร์รัปชันออกมามากเพียงใดก็ตาม “เมื่อข้าราชการไม่ปฏิบัติ หรือหน่วยงานไม่ดำเนินการตามนโยบายนั้น” ย่อมทำให้มาตรการรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชันกลายเป็นหมัน ส่งผลต่อระดับ CPI ตกต่ำไม่เดินหน้ามานานกว่า 20 ปีแล้วแต่สิ่งที่กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ “ข้าราชการเป็นผู้ให้เบาะแสนำไปสู่การจับปลาตัวใหญ่” อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากด้วยเคยมีงานวิจัยข้าราชการ 36% รู้ดีมีการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานตัวเอง แต่ไม่มีการร้องเรียนกัน “เพราะปัญหามักจบในการไกล่เกลี่ยโดยผู้ทำผิดไม่ถูกลงโทษ” ทำให้ผู้รู้เห็นกลัวจะเดือดร้อนหากไม่กลัวก็มักไม่ร้องเรียนเช่นเดิม “เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น” ปล่อยเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. หรือ สตง. สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า “การคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องแอบซ่อนลักกินขโมยกินอีกต่อไป” แต่เป็นเรื่องที่ข้าราชการด้วยกันต่างรู้เห็นแล้วทุกคนก็ทนใช้ชีวิตอยู่กันแบบนั้นทำให้การคอร์รัปชันในระบบข้าราชการไทยจมปลักหมักหมมอยู่อย่างนี้มาตลอด แตกต่างจากในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว “การคอร์รัปชันเป็นการใช้อำนาจของบุคคลไม่กี่คน” ส่วนใหญ่มักจะมีการปกปิดความผิด “ลักษณะพฤติกรรมลักกินซ่อนโกง” เพราะอายต่อการทุจริตที่ตัวเองทำ ไม่อยากให้คนอื่นได้รับรู้รับทราบส่วนประเทศไทยแทบเป็นเรื่องที่ยอมรับกัน อย่างกรณีที่เป็นข่าวลือกันบ่อยๆตำรวจ เทศกิจ หรือโยธาบางคนเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบโจ๋งครึ่ม “หลายคนรู้แต่ยอมรับที่จะจ่าย” แลกกับสิทธิพิเศษบางอย่างหรือไม่ย้อนกลับมา “กรมอุทยานแห่งชาติฯ” แม้เป็นหน่วยงานไม่มีชื่อเสียงโด่งดังทางเศรษฐกิจมากแต่อย่าลืมว่า “มีลูกจ้าง 2 หมื่นคนแล้วในแต่ละปีมีงบประมาณหมื่นล้านบาท” ยิ่งกว่านั้นยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนบางส่วนอาศัยใกล้เขตป่าสงวนฯ ทั้งยังมีผลประโยชน์กับการท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติฯมากมาย โดยเฉพาะการเก็บเงินจาก “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เข้าเที่ยวชมหมู่เกาะต่างๆ ทั้งยังมีค่าธรรมเนียมเทียบเรือ ค่าเปิดร้านค้า และการติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงบรรดาสัมปทานอย่างเช่นสัมปทานการทำไม้ รังนก การทำเหมืองแร่ ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลประโยชน์หลายพันล้านบาทต่อปีทำให้มีข่าวลือกรณี “การรับผลประโยชน์เชิงการบริหารจัดการงบประมาณ” ที่เคยถูกกล่าวหาว่า “มีการหัก 30% จากงบดำเนินการ” จนพูดกันถึงบัญชีผีเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ตรงนี้กลายเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หลากหลาย อันเป็นการตอบโจทย์ทำไมถึงแย่งชิงตำแหน่งสำคัญในกรมอุทยานแห่งชาติฯนี้แน่นอนกรณี “การจับกุมข้าราชการระดับสูงครั้งนี้” ทำให้เห็นภาพกระบวนการส่งส่วยอันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ในระดับกรมฯชัดเจนมากขึ้น และมีผู้รู้เห็นกับพฤติกรรมการทุจริตมากมายแล้วยังส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า “การกระทำผิดคอร์รัปชัน” มักต้องมีจุดจบด้วยการถูกจับกุมดำเนินคดีเสมอตอกย้ำต่อว่า “การคอร์รัปชันแฝงในระบบข้าราชการมาทุกยุคสมัย” เพียงแต่รูปแบบปรับเปลี่ยนตามยุคนั้นเน้น “ใช้วิธีการขูดรีดให้ได้มาซึ่งเงินมากๆ” โดยเฉพาะการส่งส่วยจ่ายเงินเพื่อรักษาตำแหน่ง “บุคคลใดไม่ยอมปฏิบัติตาม” ก็มักถูกกลั่นแกล้งโดนโยกย้ายตำแหน่งอย่างไม่มีเหตุผลเป็นธรรมสิ่งที่กังวลคือ “พฤติกรรมเลียนแบบ” ที่อาจแทรกซึมลงสู่หน่วยงานระดับภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ที่อาจส่งผลต่อข้าราชการที่ดีตั้งใจทำงานอยู่อย่างลำบากขึ้น “ต้องถูกกลั่นแกล้ง” หากไม่ยอมร่วมกระทำความผิดกับคนอื่น กลายเป็นถูกบีบให้ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่ง หรือให้ตัวเองเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้น แล้วเงินที่นำมาจ่ายนั้น “เป็นไปได้ยากที่จะควักจากกระเป๋าตัวเอง” เพราะด้วยเงินเดือนของข้าราชการไม่ได้มากมาย ทำให้หันไปหาเงินจาก “การใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือการบริหารจัดการ” อย่างเช่นทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภายในองค์กร หรือเรียกรับสินบนผลประโยชน์จากบุคคล หรือภาคเอกชนตามมาก็ได้ประเด็นน่าจับตาต่อคือ “การขยายตามหลักฐานเงินสด 21 ซองที่ระบุชื่อ” ถ้าว่ากันตามกฎหมายแล้วบุคคลเหล่านี้ “มีพฤติกรรมเข้าข่ายฐานความผิดติดสินบนเจ้าพนักงานเช่นกัน” แล้วในส่วน “ข้าราชการระดับสูงที่ตกเป็นผู้ต้องหานั้น” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขยายผลต่อว่าเมื่อรับเงินมานำส่งต่อให้บุคคลใดอีกหรือไม่อันจะนำไปสู่ “การจับปลาตัวใหญ่กว่า” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อสายตานานาชาติให้ดีขึ้น เพราะในอดีตเคยมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น “กรณีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงคมนาคมนำเงินจากการทุจริตเก็บไว้ในบ้านจนถูกจับกุมดำเนินคดี” แต่ปัญหาการคอร์รัปชันกลับยังวนเวียนอยู่ในระบบราชการไม่มีวันจบสิ้นอยู่เช่นเดิม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก “หน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ” มักประกาศแต่ตัวพร้อมจะเข้าร่วมต่อต้านการคอร์รัปชัน “แต่ไม่ลงมือทำกัน” ทำให้การประเมิน ITA ของ ป.ป.ช.ไม่ถูกผลักดันให้ตระหนักนำไปปฏิบัติจริงสุดท้ายนี้ “กรณีข้าราชการระดับสูงกรมอุทยานแห่งชาติฯ” ใช้อำนาจเรียกรับเงินนำไปสู่การจับกุมนั้นต้องขอยกย่อง “ข้าราชการชั้นผู้น้อย” ที่กล้าหาญออกมาเปิดโปงพฤติกรรมการทุจริตในหน่วยงานครั้งนี้ ดังนั้นเราจะยุติวงจรคอร์รัปชันในภาครัฐได้ “ต้องช่วยกันเปิดโปง” เพื่อให้สังคมได้รับรู้ อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไปฉะนั้น ฝากถึง “ผู้นำรัฐบาล” ควรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสใช้ช่วงจังหวะนี้ “ขยายผลให้ถึงที่สุด” เพื่อปราบปรามล้างบางพวกชอบคอร์รัปชันให้เกิดความเกรงกลัวอันจะเป็นการป้องกันในอนาคต.