เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทซื้อขาย Cryptocurrency ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯทยอยยื่นล้มละลายกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTX ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลใหญ่ อันดับ 2 ของโลก รองจาก Binance ยื่นล้มละลายเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มากมาย เพราะ FTX มีบริษัทในเครือราว 130 แห่ง มีเจ้าหนี้มากกว่า 100,000 ราย และมีหนี้สินประมาณ 10,000–50,000 ล้านดอลลาร์ ราว 1.8 ล้านล้านบาท เป็นการล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ยื่นล้มละลาย นาย Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ FTX ก็ได้ทวิตลาออกตำแหน่งลอยแพลูกค้าและเจ้าหนี้ และแต่งตั้งทนายล้มละลายเป็นซีอีโอแทนหนึ่งในเจ้าหนี้ที่โด่งดังของ FTX ก็คือ กองทุนเทมาเส็ก ของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ลงทุนใน FTX กว่า 275 ล้านดอลลาร์ ราว 9,900 ล้านบาท ส่งผลให้ นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ถูกรัฐสภาสิงคโปร์ตั้งคำถามมากมาย ทำให้ นางโฮ ชิง ภริยาของนายกฯสิงคโปร์ อดีตซีอีโอเทมาเส็ก ต้องโพสต์ลงในเฟซบุ๊กว่า “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากบริษัทบริหารจัดการผิดพลาดโดยไม่มีการควบคุมดูแลอย่างมืออาชีพ เป็นความน่าอับอายของพวกเราที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย”ล่าสุด 29 พฤศจิกายน BlockFi ผู้ให้บริการรับฝากเงินคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ FTX ก็ยื่นล้มละลายตามมา โดยมีเจ้าหนี้กว่า 100,000 ราย มีหนี้สินและทรัพย์สินราว 1,000-10,000 ล้านดอลลาร์ BlockFi แถลงว่า เรามีความเสี่ยงอย่างมากต่อ FTX และบริษัทที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาระที่ Alameda เป็นหนี้เรา ทรัพย์สินที่ถือครองโดย FTX.com และจำนวนเงินที่ถอนออกมาจากวงเงินสินเชื่อของเรากับ FTX.USรายงานข่าวระบุว่า FTX ก่อนยื่นล้มละลายมีทรัพย์มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 1 ล้านล้านบาท มีบริษัทในเครือราว 130 แห่ง เข้าสู่กระบวนการล้มละลายพร้อมกัน รวมทั้งบริษัท Alameda Research และ FTX.US ในขณะที่ BlockFi ที่ยื่นล้มละลายตามมามีมูลค่าอยู่ที่ 4,800 ล้านดอลลาร์ ราว 172,000 กว่าล้านบาท ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นาย Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้งและซีอีโอซึ่งจบการศึกษาจาก MIT เป็นทั้ง ซีอีโอ FTX และ ซีอีโอ Alameda Research ด้วยก่อนที่ แบงก์แมน-ฟรายด์ ซีอีโอ FTX จะยื่นล้มละลาย มีข่าวว่ากระดานเทรด FTX ได้มีการโอนเหรียญออกไปยังกระเป๋าเงินลึกลับหลายรายการ ต่อมา นายมิลเลอร์ ที่ปรึกษากระดานเทรดของ FTX.US ยืนยันว่า มีการทำ “ธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต” โอนเงินจากกระเป๋าบริษัทไปยังกระเป๋าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกระดาน FTX ตามข่าวบอกว่า เงินลูกค้าที่ถูกขโมยไปจากระบบ 600 ล้านดอลลาร์ และ มีการแปลงเป็นอีเทอร์เรียม (เงินดิจิทัลอีกสกุล) และ WBTC (บิทคอยน์ที่ทำงานบนบล็อกเชนของอีเทอร์เรียม) จากนั้นมีการใช้ แพลตฟอร์มโปรโตคอล Ren โยกเงินราว 30 ล้านดอลลาร์ไปยังวอลเล็ตใหม่FTX ไม่ใช่คดีแรกที่ มีการขโมยเงินลูกค้าในกระดาน รวมทั้ง เจ้าของกระดานแอบนำเงินลูกค้าไปใช้โดยที่ลูกค้าไม่รู้ จึงมีคำถามตามมาว่า เทคโนโลยี Blockchain ที่ว่าปลอดภัยที่สุดในโลก มีความโปร่งใสและปลอดภัยจริงหรือ? ทำไม เงินในระบบจึงถูกแฮกเกอร์ขโมยไปได้ง่ายดาย ทำไม เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถนำเงินลูกค้าไปใช้ส่วนตัวได้ ทั้งที่ มีการเข้ารหัส ต้องมี ฉันทามติ และยัง กระจายศูนย์ อีกด้วยการสอบสวน FTX เบื้องต้นระบุชัดเจนว่า แซม แบงก์แมน-ฟรายด์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ FTX ขาดความโปร่งใส ทำให้ยากต่อการประเมินหนี้และการชำระหนี้ ปัจจุบันมีการยึดอายัดทรัพย์สินของ FTX จำนวนมาก เจ้าหนี้กำลังเป็นห่วง นายแบงก์แมน-ฟรายด์ จะหนีออกจากสหรัฐฯ ธุรกรรมทั้งหมดเขาทำผ่านเกาะหนีภาษีบาฮามาส ใครที่คิดจะลงทุนใน Cryptocurrency ควรต้องคิด 80 ตลบ “รวยเร็ว” โดยไม่ต้องเหนื่อยทำงาน ไม่มีจริง ครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”