“โอมิครอน” กับ “การดมกลิ่น” ...งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าโอมิครอนนั้นทำให้เกิดอาการต่างไปจากสมัย “เดลตา” ระบาดปีก่อน... ที่ยังคงเด่นคือ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไข้ ไอ หลายคนที่ติดโอมิครอนมักบอกไปในแนวเดียวกันคือเหมือนคมมีดกรีดในคอข้อมูลวิชาการจากงานวิจัยทั่วโลกจะพบว่าก็เป็นไปในลักษณะข้างต้น ทั้งนี้ อาการที่โอมิครอนพบน้อยลงกว่าสมัยเดลตา คือการดมไม่ได้กลิ่น (Anosmia) หรือได้กลิ่นลดลง (Hyposmia)ข้อมูลปัจจุบันจากอเมริกาและยุโรป ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่มีอาการผิดปกติของการดมกลิ่นนั้น ลดลงไปกว่า 20% เมื่อเทียบกับสมัยเดลตา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าพบน้อย เพราะหากท่านดูคนรอบตัวที่ติดเชื้อปีนี้ ก็ยังมีคนประสบปัญหาดมไม่ได้กลิ่น หรือได้กลิ่นลดลงอยู่เรื่อยๆ สถิติจากงานวิจัยของทีมจากอเมริกา อังกฤษ อิตาลี พบได้ราวหนึ่งในสาม 31.2%...ดมไม่ได้กลิ่น 13.2% และได้กลิ่นลดลง 18%ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ประเมินว่า ความผิดปกติด้านการดมกลิ่นที่พบมากในเดลตาและพบน้อยลงในโอมิครอนนั้น อาจมาจากกลไกของไวรัสที่เปลี่ยนไป โดยเดลตามักอาศัยการจับกับเซลล์โดยใช้ตัวรับ “TMPRSS2” เป็นหลัก ซึ่งตัวรับนี้พบมากในเซลล์ปอดและเยื่อบุเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการดมกลิ่นแต่โอมิครอนใช้กลไก TMPRSS2 นี้น้อยลง แต่ไปเน้นกลไก endo somal fusion แทน อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าปัญหาการดมกลิ่นในสมัยโอมิครอนก็ยังมีอยู่ แม้สัดส่วนจะลดลงกว่าก็ตาม แต่จำนวนจริงที่เกิดขึ้นนั้นมีมาก เพราะคนติดเชื้อในยุคโอมิครอนมีมากกว่าหลายเท่า“การป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง จะลดความเสี่ยงลงไปได้มาก”อัปเดตความรู้โควิด-19 เกี่ยวกับ “ระดับภูมิคุ้มกันในน้ำเลือด” หรือ “แอนติบอดี” หลังฉีดกระตุ้นด้วย Bivalent vaccine เทียบเท่ากับวัคซีนรุ่นดั้งเดิม ล่าสุด...มีงานวิจัย 2 ชิ้น จากสหรัฐอเมริกา นำเสนอผล การศึกษา พบว่าวัคซีนชนิด Bivalent นั้น หลังจากฉีดเป็นเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 4) แล้ว...ทำให้เพิ่มแอนติบอดีต่อไวรัสสายพันธุ์ BA.5 ในเลือดได้ในระดับที่ไม่ต่างจากการใช้วัคซีนดั้งเดิม มีการวิเคราะห์กันว่า ปรากฏการณ์นี้อาจบ่งถึงภาวะ immunological imprinting จากการสัมผัสกับแอนติเจนสายพันธุ์ดั้งเดิมมาก่อนและมีผู้เชี่ยวชาญบางท่านคิดว่าอาจจำเป็นต้องฉีด Bivalent vaccine เป็นเข็มกระตุ้นครั้งที่ 2 จึงจะเห็นการตอบสนองที่จำเพาะต่อ BA.5 มากขึ้นอย่างไร...คงต้องมีการศึกษากันต่อไปอีกระยะ ในระหว่างนี้การฉีด วัคซีนเพื่อเป็นเข็มกระตุ้นนั้น ถือว่ามีความสำคัญสำหรับทุกประเทศ เพื่อเตรียมรับมือกับระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี...ลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เหนืออื่นใดการป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอระหว่างใช้ชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญจำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 84.93 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 85.26น่าสนใจด้วยว่า “...อายุมากยิ่งเสี่ยงต่อป่วยรุนแรงมากขึ้น”Vo AD และคณะ เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์สากล JAMA Network Open (20 ต.ค.65) ศึกษาในกลุ่มประชากรทหารผ่านศึก 110,760 คน ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2564 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 สาระ สำคัญคือ ยิ่งอายุมากขึ้น หากติดเชื้อโรคโควิด-19 ก็จะเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงมากขึ้นตามลำดับเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรวัย 45–49 ปีแล้ว คนอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปนั้น อายุที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงมากขึ้น 3, 5, 7, 9, และ 17 เท่าตามลำดับสำหรับคนที่ได้รับวัคซีนและที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น พบว่าจะช่วย ลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงได้ ทั้งนี้ โดยภาพรวมแล้ว ผลในการลดความเสี่ยงจะคงอยู่ได้ราว 7 เดือน แต่หากเป็นคนที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผลในการลดความเสี่ยงจะสั้นกว่าคนทั่วไป ผลการศึกษานี้ช่วยตอกย้ำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะคนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านด้วย จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ“การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องระหว่างที่ออกไปใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน ทำมาหากิน หรือศึกษาเล่าเรียนก็ตาม จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำพาเชื้อเข้ามาในบ้านนอกจากนี้ การไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด พร้อมเข็มกระตุ้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงและเสียชีวิต พึงระลึกเสมอว่าโควิด-19 ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ ไม่กระจอก”“ติดแล้ว ป่วยได้ ตายได้” และเสี่ยงต่อความผิดปกติระยะยาวอย่าง “ลองโควิด” ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต สมรรถนะการใช้ชีวิต การทำงาน รวมถึงเป็นภาระค่าใช้จ่ายทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว ประเทศ“การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อหรือไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ...ย่อมดีที่สุด ความใส่ใจสุขภาพของตนเองและครอบครัว จะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงของเราเอง ด้วยความปรารถนาดี” รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ โพสต์ข้อมูลความรู้ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat” อีกว่า 27 ตุลาคม 2565...เมื่อวานทั่วโลก ติดเพิ่ม 298,286 คน ตายเพิ่ม 896 คน รวมแล้วติดไป 634,066,329 คน เสียชีวิตรวม 6,587,042 คน...5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ไต้หวัน อิตาลีองค์การอนามัยโลกเผยแพร่รายงาน WHO Weekly Epidemio logical Update ไว้ว่า...สัปดาห์ล่าสุด ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ยังครองการระบาดทั่วโลก โดยตรวจพบในสัดส่วนถึง 99.7%ปัจจุบัน “โอมิครอน” แตกหน่อต่อยอดมีสายพันธุ์ย่อยไปแล้วมากถึง 390 สายพันธุ์ย่อย ทั้งนี้ พบว่ามีการผสมกันระหว่างสายพันธุ์ย่อยเกิดเป็นสายพันธุ์แบบ recombinant จำนวน 48 สายพันธุ์BA.5 ยังพบในสัดส่วนสูงถึง 77.1%, BA.4 5.4%, BA.2 4.3%สำหรับสายพันธุ์ย่อย XBB ที่ดื้อต่อภูมิคุ้มกันอย่างมากนั้น ขณะนี้ตรวจพบว่ากระจายไปแล้ว 35 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่สายพันธุ์ย่อย BQ.1.x นั้นพบว่ามีการแพร่ไปแล้ว 65 ประเทศ ที่สำคัญคือขณะนี้สายพันธุ์ย่อยที่เกิดขึ้นมานั้น ทั้งจาก BA.2, BA.4 และ BA.5 มีการกลายพันธุ์ของบริเวณหนามเปลือกนอกของไวรัส ...ที่ตำแหน่งกรดอะมิโนที่มีความเหมือนกันหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตำแหน่ง S : R346X, S : K444X, S : V445X, S : N450X และ S : N460X ลักษณะการกลายพันธุ์ดังกล่าวที่เหมือนกันของแต่ละสายพันธุ์ย่อยที่ไม่ได้เป็นลูกหลานกันโดยตรง บ่งชี้ว่าไวรัสกำลังมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันซึ่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของไวรัสได้ สำหรับ...สถานการณ์ไทยในปัจจุบันยังมีการติดเชื้อกันรอบตัวอย่างต่อเนื่อง ประชาชนควรระมัดระวัง ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน ศึกษาเล่าเรียน หรือตะลอนท่องเที่ยวฝากย้ำทิ้งท้ายว่า...การไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นเรื่องที่สำคัญเหนืออื่นใด การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องเป็นกิจวัตร จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก.