อิสราเอลกับไทยเพิ่งฉลองครบรอบ 68 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2565 ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ทั้งสองชาติเป็นมิตรที่ดีและใกล้ชิดกันมาโดยตลอดความลึกซึ้งในความสัมพันธ์นั้นเป็นที่ชัดเจนขึ้นมากจากการได้รับฟังวิสัยทัศน์ของนายราฟาเอล ฮาปาซ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศอิสราเอลประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก อดีตเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำอาเซอร์ไบจานและฟิลิปปินส์ ระหว่างเดินทางเยือนไทยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองภายในห้องประชุม ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย นายฮาปาซเกริ่นถึงความประทับใจเมื่อครั้งเดินทางมาไทยครั้งก่อน อย่างการไปสัมผัสธรรมชาติที่กาญจนบุรีและชมเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่ทั้งลึกซึ้ง กว้างขวาง แน่นแฟ้น และหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการท่องเที่ยวและอาจเรียกได้ว่าเมืองไทยคือหนึ่งจุดหมายปลายทางสุดโปรดของคนอิสราเอล โดยในปี 2562 ชาวอิสราเอลเดินทางเยือนไทยมากกว่า 200,000 คน และตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2565 ก็มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งรอยยิ้มมากกว่า 50,000 คนในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็มีความคาดหวังในการกระตุ้นการท่องเที่ยว มองไปยังอนาคตว่าจะมีเพิ่มมากกว่านี้ เป้าหมายเพื่อให้ผู้คนในภูมิภาคนี้ไปเที่ยวและสัมผัสอิสราเอลมากขึ้นคนไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไปอิสราเอล ทั้งเพื่อท่องเที่ยวและไปทำงาน ทั้งสองชาติเคยลงนามในสนธิสัญญาทวิภาคีเมื่อปี 2553 ให้แรงงานไทยไปทำงานชั่วคราวในภาคเกษตรกรรม คำถามคือ อิสราเอลคาดหวังถึงเรื่องนี้อย่างไรในอนาคต ซึ่งนายฮาปาซกล่าวอย่างถ่อมตนว่า อิสราเอลซาบซึ้งและขอบคุณแรงงานไทยในอิสราเอล ไม่ใช่แค่เฉพาะภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงทุกภาคส่วนและต้องการแรงงานมากกว่านี้ อิสราเอลยังต้องการส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้ดีขึ้นและปลอดภัยให้สมควรกับที่พวกเขาได้รับไทยกับอิสราเอลมีความสัมพันธ์ในแง่บวกและมีประตูหลายบานที่เปิดกว้าง ไทยต้อนรับชาวอิสราเอลด้วยดีเสมอมา อิสราเอลเองก็ต้อนรับและหวังว่าชาวไทยจะไปเยือนอิสราเอลมากขึ้นเช่นกัน นั่นคือความรู้สึกจากใจของท่านรองปลัดฯ ที่เราสัมผัสได้ด้วยน้ำใสใจจริง.อนิตตา ธิดาสิงห์