ไฟไหม้ผับใน จ.ชลบุรี “มีผู้เสียชีวิต 19 ราย ยังนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลอีก 25 คน” กำลังเป็นประเด็นเผือกร้อนสะท้อนให้เห็นถึง “ความบกพร่องหละหลวม” ที่ปล่อยให้มีการขออนุญาตเปิดร้านอาหารแต่กลับดัดแปลงเป็นผับเปิดเกินเวลานำมาซึ่งเหตุโศกนาฏกรรมสร้างความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้สาเหตุเบื้องต้นคาดว่า “ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดประกายไฟ” ลุกลามไปยังหลังคาบุโฟมลมดูดซับเสียงไหม้อย่างรวดเร็วแล้ว “ประตูทางออกกลับมีทางเดียว” ทำให้เกิดความสูญเสีย และบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากนี้ ก่อนมีรายงานว่า “อำเภอสัตหีบ และ 5 เสือโรงพักพลูตาหลวง” ถูกสั่งย้ายฟ้าแลบไปช่วยราชการนอกพื้นที่ทันทีทำให้หลายคนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ “ไฟไหม้ซานติก้าผับ” ที่คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวไปราว 67 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นร้อยขณะกำลังพากันเคาต์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่วันที่ 31 ธ.ค.2552 แล้วเกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามผนังโฟมชั้นสองโครงสร้างถล่ม “ผู้คน” เบียดเสียดแย่งกันออกประตูด้านหน้าล้มลุกเหยียบกันไฟคลอกตายน่าสลดแล้วบทเรียนจาก “ความสูญเสียในเหตุการณ์ซานติก้าผับและผับใน จ.ชลบุรี” ก็ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายจังหวัด “ตื่นตัวต้องออกแอ็กชัน” ลุยตรวจสถานบันเทิงป้องกันเหตุซ้ำรอยนี้ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล บอกว่า จริงๆแล้ว “ไฟไหม้ซานติก้าผับ” เป็นบทเรียนสำคัญนำมาซึ่ง “กฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ.2555” เนื้อหามุ่งเน้นเรื่องกำหนดทางหนีไฟ หลักเกณฑ์ความปลอดภัยด้านอัคคีภัย และวัสดุที่ใช้ภายในอาคารที่ต้องได้มาตรฐานรับรองหากวิเคราะห์กรณี “ไฟไหม้ผับใน จ.ชลบุรีนำมาเปรียบเทียบกับข้อระเบียบกฎกระทรวง” ค่อนข้างขัดข้อกฎหมายในหลายประเด็น ตั้งแต่การขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แล้วต่อเติมเป็นผับมีดนตรีสด เครื่องดื่ม โครงอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดหน้ากว้าง 20 เมตร ลึก 30 เมตร สูง 5-6 เมตรแล้วหลังคามุงด้วยแผ่นเมทัลชีทภายในใช้การบุผนังและเพดานด้วยแผ่นซับเสียงทำมาจากโพลีสไตลีน หรือโพลียูรีเทน หรือโพลีโพพีลีนทนไฟได้เพียง 200 กว่าองศาฯ ราคาหลักร้อยบาทต่อแผ่นที่ไม่ได้มาตรฐานขัดต่อกฎกระทรวงกำหนดไว้กลายเป็นเชื้อเพลิงลุกลามทั่วอาคารได้อย่างรวดเร็วแล้วระบบสปริงเกอร์ก็ไม่เห็นทำงานด้วยถ้าหากใช้แผ่นซับเสียงสเปกตามกฎหมายกำหนดไว้นั้น “ตัวซับเสียง หรืออุปกรณ์ต้องสามารถทนไฟเกิน 750 องศาฯ ราคาหลักพันบาทต่อแผ่น” ที่มีความปลอดภัยไม่ก่อเกิดไฟลุกลามเป็นน้ำตาเทียนไฟหยดแต่ด้วย “ความเป็นนักธุรกิจมักเห็นเงินยั่วใจมากกว่าความปลอดภัยของชีวิตคน” จึงยอมลดสเปกใช้วัสดุคุณภาพต่ำราคาถูก มุ่งหวังเอาแต่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง ทำให้ไม่สนใจหลักมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ ถัดมา “ระบบเดินสายไฟฟ้า” เท่าที่ติดตามการเดินสายไฟค่อนข้างไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างร้ายแรง “ลักษณะการเดินสายไฟแบบลอยเลื้อยแนบติดกับผนังเห็นสายไฟเป็นเส้นๆ” หักงอไปตามเสาตามคานแล้วเชื่อมต่อเต้ารับ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าพันด้วยเทปกาวแบบง่ายๆ ทำให้โอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจรสูงมากต้องเข้าใจว่า “ผับ บาร์ ดิสโก้เธค” ใช้กำลังไฟฟ้าค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นไฟสปอตไลต์สี หรือไฟเครื่องเสียงโดยรวมน่าจะใช้ไฟราว 150-250 แอมป์ “แต่เมื่อสายไฟถูกออกแบบไม่รองรับกำลังไฟที่มากเกินไป” ย่อมส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉนวนสายไฟหลอมละลาย กลายเป็นไฟฟ้าลัดวงจรจนเกิดประกายไฟขึ้นยิ่งกว่านั้นวันเกิดเหตุ “ไฟฟ้าภายในผับพบข้อบกพร่อง” จนต้องเรียกช่างไฟเข้ามาซ่อมแซม แสดงให้เห็นว่า “ระบบไฟมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ไม่สมบูรณ์ 100%” เมื่อไฟฟ้าถูกใช้หลายชั่วโมงจนถึง 01.25 น. ฉนวนห่อหุ้มหลอมเกิดไฟฟ้าลัดวงจรแล้ว “ระบบคัตเอาต์” ก็ไม่ถูกออกแบบตามมาตรฐานจึงไม่ทำงานอีก ทั้งที่ความจริง “สถานบันเทิงใช้ไฟมากแบบนี้” ควรต้องร้อยสายในท่อเหล็กแบบเดินลอย เพราะสามารถป้องกันสัตว์กัดแทะสายเสียหายได้เวลาเกิดกรณี “ไฟฟ้าลัดวงจรตัวประกายไฟที่เกิดขึ้น” จะถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะในท่อเท่านั้น แล้วภายในท่อเหล็กมักมีออกซิเจนต่ำ ทำให้ประกายไฟนั้นดับมอดลงเองได้ด้วยซ้ำทว่าประเด็นโศกนาฏกรรมไฟไหม้นี้ “ประเทศไทย” เคยเกิดมาตั้งแต่ปี 2536 เหตุไฟไหม้โรงงานตุ๊กตา จ.นครปฐม มีผู้เสียชีวิต 188 ราย ปี 2540 ไฟไหม้โรงแรมย่านจอมเทียน จ.ชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 91 ราย ปี 2552 ไฟไหม้ซานติก้าผับมีผู้เสียชีวิต 67 ราย ทำให้ต้องออกกฎกระทรวงเน้นหลักความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของวัสดุที่ใช้ภายในอาคารโดยเฉพาะ “ทางออก ทางหนีไฟ” ต้องสอดคล้องกับจำนวนคนสูงสุดอย่างเช่นคนตั้งแต่ 51-200 คน ทางออกไม่น้อยกว่า 2 แห่ง ตั้งแต่ 201-400 คน ทางออกไม่น้อยกว่า 3 แห่ง ตั้งแต่ 401-700 คน ทางออกไม่น้อยกว่า 4 แห่ง ตั้งแต่ 701-1,000 คน ทางออกไม่น้อยกว่า 5 แห่ง ตั้งแต่ 1,001 คนขึ้นไปทางออกไม่น้อยกว่า 6 แห่งซึ่งเป็นลักษณะมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย “แต่ด้วยความย่อหย่อนของการบังคับใช้กฎหมาย” กลายเป็นช่องพากัน “ใช้วิธีเทาๆ แม้ต้องจ่ายก็ยังคุ้ม” กลายเป็นส่วนทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่น่าเกิดขึ้นนี้ที่ต้องมา “วัวหายแล้วล้อมคอกซ้ำซาก” ไม่นานก็พากันลืมเลือนกับบทเรียนเหล่านี้ “สาเหตุสถานบันเทิงในไทยเลือกยื่นขออนุญาตเป็นร้านอาหารก่อนแล้วขยับขยายพากันดัดแปลงเป็นผับ-บาร์ เพราะการยื่นขอแต่แรกนั้นมีระเบียบปฏิบัติต้นทุนสูง ดังนั้นเราจึงเห็นผับ-บาร์เถื่อนเปิดเยอะขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตำรวจท่านหนึ่งกล่าวอ้างว่าธุรกิจประเภทนี้คนมีสีมักเป็นหุ้นส่วนมิเช่นนั้นจะเปิดโจ๋งครึ่มไม่ได้” ดร.สุพรรณว่าตอกย้ำไฟไหม้ผับซ้ำซากส่วนหนึ่งมาจาก “การบังคับใช้กฎหมาย” มักเป็นไป ด้วยความอะลุ่มอล่วยต่อกัน “ถ้ายึดปฏิบัติตามกฎกระทรวงแบบเป๊ะทุกข้อ และมีการกวดขันจริงจัง” เชื่อว่าสถานบริการอาจเหลือไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ อย่างกรณีผู้ว่าฯ กทม.สั่งปิด 83 แห่ง จาก 400 แห่งนั้นเป็นเพียงไม่ปฏิบัติตามหลักประตูหนีไฟเท่านั้นสิ่งนั้นยังไม่รวมกรณีข้อบังคับตามหมวดบททั่วไป หมวดวัสดุของอาคาร หมวดระบบไฟฟ้า หมวดระบบป้องกันเพลิงไหม้ และหมวดระบายอากาศอีก แล้วถ้าสถานบริการมีสภาพไม่ปลอดภัย หรือฝ่าฝืนกฎกระทรวงนี้ “จนท.ท้องถิ่น” สามารถสั่งให้แก้ไขระบบความปลอดภัยอยู่ในสภาพใช้งานแต่หากไม่ปฏิบัติตามมีอำนาจสั่งปิดได้ด้วยที่ผ่านมา “การบังคับใช้กฎหมายย่อหย่อน” ทำให้กระทำผิดมากมายแต่เมื่อเกิดปัญหาก็ “โยกย้ายข้าราชการผู้รับผิดชอบไปช่วยราชการที่อื่น” แต่ไม่ใช่เป็นการลงโทษเพียงแค่ “ย้ายไปพักชั่วคราว” ทั้งที่ควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง “ตามความบกพร่องหละหลวม” ปล่อยให้มีการดัดแปลงเปิดเป็นผับขึ้นได้นี้เมื่อเป็นเช่นนี้ “นักท่องเที่ยวต้องพึ่งตัวเองเสมอ” หากไปเที่ยวตามสถานบันเทิงอาจต้องสังเกตระบบความปลอดภัยด้วยตัวเอง “โดยเฉพาะทางออกหนีไฟ–ประตูหนีไฟ” ตามกฎหมายต้องแสดงป้ายให้เห็นชัดเจนอยู่แล้ว แต่หากมีประตูทางออกไม่เหมาะสมสุ่มเสี่ยงไม่ปลอดภัย “ประชาชน” ควรพิจารณาหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด สำหรับผู้ประกอบการก็ต้องประชาสัมพันธ์ “ช่องทางออกเป็นระยะ” อย่างน้อยช่วงการเปลี่ยนวงดนตรีควรต้องประกาศแจ้งประตูหนีไฟจุดต่างๆแล้วสิ่งสำคัญคือ “การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” เพราะเป็นมาตรฐานที่ถูกถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตออกมาเป็นกฎระเบียบให้เป็นมาตรฐานถูกต้องปลอดภัยสูงสุดแต่ปัจจุบันเพราะ “คนขาดความรู้ หรืออาจแกล้งไม่รู้บวกกับมักง่ายเห็นแก่เงิน” ต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายมาใช้วิธีเทาๆ ที่ผับหลายแห่งทำกันอยู่นี้ “ถ้าไม่มีเหตุความสูญเสียคงเปิดบริการต่อไปเรื่อยๆ” โดยไม่ถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐตามวงรอบ แถมมีข่าวลือว่า “บางคนเซ็นผ่านไป” แต่ไม่เคยลงมาตรวจจริงๆด้วยซ้ำฉะนั้นการป้องกันเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงต้องขึ้นอยู่กับหลายส่วนตั้งแต่ “ฝ่ายปกครอง” ก่อนอนุญาตควรยึดมั่นตามมาตรฐานกฎกระทรวงเคร่งครัด “ผู้ประกอบการ” ต้องระลึกว่า “ลูกค้าเปรียบเสมือนญาติมิตรตัวเอง” แล้วความปลอดภัยจะมาก่อนผลประโยชน์เงินทอง “ฝ่ายตำรวจ” จำเป็นต้องเข้มงวดกวดขันจริงจังเช่นกันตราบใดที่พากันเห็น “เม็ดเงินเป็นที่ตั้ง” ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินย่อมเป็นเรื่องท้ายๆ “อย่าลืมเหตุประวัติศาสตร์” มีไว้ทบทวนเรียนรู้ “ไม่ให้ประมาท” เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก.