กรณีตำรวจ บก.สอท.4 และ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย จับกุมกลุ่มผู้ต้องหาลักลอบถ่ายทอดสดการมีเพศสัมพันธ์ ผ่านแอปพลิเคชันจีน “จู้โส่ว” กลุ่มผู้ต้องหาใช้รีสอร์ตในพื้นที่ จ.เชียงราย เป็นสถานที่ถ่ายทำ ตำรวจเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งถูกบังคับให้มาเป็นนักแสดง เป็นชาวไทยและชาวลาว 29 คนจับกุมผู้จัดให้มีการถ่ายทำและผู้สนับสนุน 16 คน เป็นชาวจีน 9 คน ชาวลาว 4 คน และชาวไทยอีก 3 คน ขยายผลจับเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับผลประโยชน์และปล่อยให้มีการกระทำผิดอีก 4 รายคดีนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ลงพื้นที่เร่งรัดขยายผลพบว่า มีบุคคลต่างด้าวชาวจีน 2 ราย ชาวลาว 4 ราย เป็นส่วนหนึ่งผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย กำลังเดินทางไปถ่ายทอดสดการมีเพศสัมพันธ์ผ่านแอปพลิเคชันเช่นเดิม ระหว่างทางถูกตำรวจจุดตรวจ สภ.เมืองเชียงรายจับกุมมี นายอนุสรณ์ แหล่ยิ ผู้ต้องหานำเงินจ่ายให้ชุดจับกุมแลกกับการไม่ดำเนินคดีกลุ่มต่างด้าวก่อนได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ดำเนินคดีตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย 8 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่จุดตรวจและเรียกรับเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดีอีกกรณีที่มีคลิปกลุ่มหญิงสาว 6 คน ที่ถูกเอเจนซีคนไทยชักชวนไปทำงานเป็นพีอาร์ที่ประเทศเมียนมา มีการข้ามแดนผิดกฎหมาย สุดท้ายถูกบังคับค้าประเวณีที่สถานบริการภายในเมืองป๊อก รัฐฉาน เขตปกครองพิเศษว้า ประเทศเมียนมา มีหัวหน้าชาวจีนดูแลผลประโยชน์ กลุ่มหญิงสาว 6 คน ขอความช่วยเหลือผ่านสื่อโซเชียลตำรวจไทย ร่วมกับ ตำรวจเมียนมา ช่วยเหลือกลับมาไทย ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย เป็นนายหน้าชักชวนคนไปทำงานที่เมียนมา 2 ราย และอีก 3 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และพลเรือนที่มามีส่วนในการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับไม่ดำเนินคดีคนต่างด้าว และผู้ต้องหาที่ร่วมทำความผิดการขยายผลคดีค้ามนุษย์ทั้ง 2 คดีของ ภ.จ.เชียงราย ดำเนินคดีผู้ต้องหาคนลักลอบนำพาผู้เสียหายข้ามแดนโดยผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยตัวพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ย้ำว่า “การเรียกรับผลประโยชน์การลักลอบนำพาคนข้ามแดนไปทำงานผิดกฎหมาย และการปล่อยตัวผู้ต้องหาแลกกับเงิน โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ได้สั่งไปที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติกำชับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเคร่งครัด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดอีก จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด”เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th