ในยามที่สังคมไทยกำลังต้องเผชิญกับ “เศรษฐกิจตกต่ำจากโควิด-19 ระบาด” ผู้คนต่างพากันโหยหาพึ่งพาแต่ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์ และพิธีกรรมไสยศาสตร์” เพื่อหวังใช้อำนาจเหนือธรรมชาตินั้น “ดลบันดาลให้ได้สมดังปรารถนา” ในช่วงชีวิตกำลังเจอวิกฤติอยู่นี้จนปรากฏ “พิธีกรรมไสยศาสตร์แปลกๆหลายเวอร์ชันโผล่ขึ้นมาบนสื่อโซเชียลฯมากมาย” แต่ก็ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับ “สังคมไทย” ที่มีความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ภูตผีปิศาจ และเทวดา เกิดขึ้นควบคู่มาช้านานแล้ว แม้ว่า “ประเทศไทย” เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีทันสมัยก็ตาม “สิ่งลี้ลับ” ยังคงวนเวียนอยู่ตลอดเช่นเดิม ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร บอกว่า การประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์สืบทอดกันมาแต่บรรพชนมักเกิดจากความเชื่อว่า “สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ภูตผีปิศาจ และเทพเทวดา” จะสามารถช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หรือบันดาลให้ร่ำรวยได้ในเวลารวดเร็วสั้นๆอย่างกรณี “ฤาษีทำพิธีสวดอยู่สวดกินให้ลูกศิษย์ดื่มสุรา” อ้างทำบุญเทวดาตามพิธีกรรมที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ เป็น “ไสยศาสตร์นอกศาสนา” เพื่อเสริมดวงชะตาให้ทำธุรกิจสำเร็จดังสิ่งที่หวังไว้ในมุมมอง “ด้านศาสนา” สมัยอินเดียโบราณก็เคยมีพิธีกรรมเลี้ยงพระเจ้าเช่นกัน พูดง่ายๆแบบคนไทยก็คือ “พิธีเลี้ยงเทวดา และภูติผีปิศาจ” จัดข้าวปลาอาหารสุรามาขอบคุณที่คอยดูแลให้อยู่เย็นเป็นสุข ปัจจุบันพบได้ตามพื้นที่ชนบทในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา เมื่อเสร็จพิธีผู้ร่วมงานก็นำของเซ่นไหว้มาดื่มกินสังสรรค์กันเพียงแต่กรณี “พิธีสวดอยู่สวดกิน” ถูกเสนอข่าวแล้วทำให้สังคมตีความคลาดเคลื่อนเองว่า “เป็นพิธีต้องนั่งดื่มเหล้าด้วย” แต่เท่าที่ติดตาม “ผู้ทำพิธี” ก็มิได้บังคับดื่มทุกคน เพราะบางคนกินน้ำอัดลมหรือน้ำเปล่าก็มี ต่อมาเมื่อเป็นประเด็นแล้วทำการสืบค้นในตำราโบราณพบว่า “พิธีกรรมนี้เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่ม” ลักษณะคล้ายกับกรณี “วิชาอาคมหนังเหนียวคงกระพันชาตรี” ที่เป็นความเชื่อทางจิตใจไม่อาจห้ามกันได้แม้แต่ “ศาสนาพุทธ” ความเชื่อคล้ายกันนี้ก็ถูกเขียนไว้เช่นกัน ในเรื่องพระสงฆ์ที่บำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุสามารถเสพกามได้อย่างมีสติ ที่เรียกว่า “ยับ-ยุม” พระพุทธรูปในสัมโภคกาย หรือกายทิพย์กอดรัดกับเทวสตรี อันเป็นพุทธศิลป์เชิงสัญลักษณ์พบได้ทั่วไปในอินเดีย ภูฏาน เนปาล โดยเฉพาะทิเบตเชื่อกันว่าเป็นหนทางหยั่งรู้ในตนดังนั้น “ผู้มีความศรัทธามากๆ” มักถวายลูกสาวเป็นเครื่องบําเพ็ญเพียร “เพื่อให้พระรูปนั้นบรรลุ” แล้วครอบครัวจะได้บุญกุศลไปด้วย อันเป็นความเชื่อของคนสมัยนั้น “แต่คนรุ่นใหม่” อาจมองเป็นสิ่งไม่เหมาะสมก็ได้เมื่อความเชื่อมีมาแต่โบราณทำให้ปัจจุบันนี้ “พิธีกรรมแปลกๆเกิดขึ้นมากมาย” สาเหตุจากคนยุคนี้มักมีความเดือดเนื้อร้อนใจเยอะขึ้น “ต้องการที่พึ่งให้จิตใจสงบ” ทำให้พากันเข้าวัดนั่งสมาธิ รวมถึงไหว้พระสวดมนต์ขอพรเสริมโชคลาภและโชคชะตาให้มีชีวิตรุ่งเรืองประสบความสำเร็จกันจำนวนมากอยู่ทุกวันนี้แต่ด้วยวิธีนั้นใช้เวลาประสบความสำเร็จได้ช้า “คนรุ่นใหม่บางส่วน” จึงหันหาช่องทางลัดด้วยการเข้าทำพิธีไสยศาสตร์แบบสำเร็จรูปลักษณะแปลกๆ ที่เชื่อว่า สามารถนำไปสู่การเพิ่มความมั่งคั่งเรียกทรัพย์ร่ำรวยได้เร็ว ถ้าเปรียบเทียบก็คล้ายกับ “ผู้อยากให้ร่างกายแข็งแรง” แต่ขี้เกียจออกกําลังกายเลยหันไปกินอาหารเสริมแทนนั่นเอง ผลตามมาคือ “พยายามโหยหาแต่โชคชะตา” ตระเวนขอพรทำพิธีเพื่อหวังรวยทางลัด แม้แต่ในใจตัวเองรู้ดีว่า “เสี่ยงเสียเงินเปล่าประโยชน์” สิ่งนี้กลายเป็นช่องให้สำนักทำพิธีไสยศาสตร์จับจุดอ่อนใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์เกิดขึ้นมากมาย ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์อวดอ้างการมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผ่านบนโซเชียลฯสร้างเครดิตให้ “คนหลงเชื่อศรัทธา” ด้วยการยกตัวอย่างบุคคลเข้าร่วมทำพิธีไสยศาสตร์แล้วทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จรวยได้ในพริบตา หรือได้ในสิ่งที่สมหวังปรารถนากลับบ้านจริงๆเช่นนี้เมื่อ “ผู้มีความทุกข์ในใจเห็นโฆษณา” ส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากการลองสังเกตการณ์ก็คงไม่เสียหลาย สุดท้าย “เพลี่ยงพล้ำหลงติดกับวังวนความเชื่อนี้” เพราะด้วยบรรยากาศสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมความคิดกลายเป็นความเชื่อในพฤติกรรมคล้อยตาม บวกกับ “ผู้ทำพิธี” รู้วิธีจับจุดอ่อนของคนทุกข์ใช้หลักจิตวิทยาหลอกล่อ ชักชวนให้เข้ามา “ร่วมพิธีกรรมจนรู้สึกมีกำลังเป็นแรงฮึดสู้ชีวิต” ทั้งที่บางทีการทำพิธีนั้นอาจไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้ แต่เมื่อเข้าร่วมพิธีแล้ว “ภาวะอารมณ์เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะจิตใจตรงหน้าดีขึ้น “เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง” ที่เป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็มองว่า “ได้รับอานิสงส์จากการทำพิธี” จนเกิดความเชื่อสืบต่อกันไปเรื่อยๆอย่างเช่น “พิธีสืบชะตา พิธีสะเดาะเคราะห์” คนเข้าร่วมทำพิธีมักรู้สึกบรรเทาทุกข์สบายใจดีขึ้นปัญหามีว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเจอ “สำนักทำพิธีกรรมที่ดีมีคุณธรรม” ก็อาจได้รับคำปรึกษาแนะนำไปในทางที่เหมาะที่ควร แต่ส่วนใหญ่มักกลายเป็นเหยื่อให้กับสำนักที่มุ่งหวังเรียกเอาแต่ผลประโยชน์จนต้องเสียเงินเสียทองทำพิธีถอนกรรม จ่ายค่าครู ซื้อของบูชา บริจาคค่าน้ำค่าไฟ ทำให้บางคนหมดเนื้อหมดตัวเพราะความเชื่อเหล่านี้เช่น กรณีคนร้ายลอบสังหาร “ชินโสะ อาเบะ” อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ก็มีสาเหตุจากมารดาของคนร้ายเกิดความเชื่อในลัทธิจนขายบ้านนำเงินไปบริจาค “หมดเนื้อหมดตัวครอบครัวล้มละลาย” แล้วยิ่งในความเชื่อนี้ “ใครได้หลงเข้าไปแล้วมักถอนตัวออกยาก” บางคนสามารถสละได้แม้แต่ชีวิตตัวเองก็มีด้วยซ้ำ จริงๆแล้ว...“ความเชื่อพิธีไสยศาตร์ทางลัด” ก็เป็นลัทธิแขนงหนึ่งเพียงแต่คนไทยอ้างว่า “มีคัมภีร์ร่ำเรียนสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น” แล้ววิชาพวกนี้เป็นความลับไม่ยอมให้คนนอกล่วงรู้เด็ดขาด ส่วนใหญ่ถ่ายทอดวิชาให้คนสายตระกูลเท่านั้น และยิ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญมักไม่เขียนไว้ สุดท้ายวิชานั้นตายไปพร้อมกับคนด้วย เช่นเดียวกับ “สำนัก ตำหนัก หรือกลุ่มประกอบพิธีไสยศาสตร์แขนงต่างๆ” ก็ไม่สอนให้คนภายนอก “ใครอยากเรียนต้องมาเป็นลูกศิษย์” เพราะเป็นความเชื่อของกลุ่มเล็กๆสืบทอดกัน ห้ามแพร่งพรายและมีคำถามว่า “พิธีกรรมไสยศาสตร์มีจริงหรือไม่” ในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่า “มีทั้งเรื่องจริงและสิ่งหลอกลวง” โดยเฉพาะการกระทำพิธีที่ไม่หวังผลประโยชน์มักมีสายสัมพันธ์บางอย่างสามารถช่วยเหลือขจัดปัดเป่าบรรเทาความทุกข์ให้ผู้อื่นได้จริงๆ ทำให้ผู้คนยังมีความเคารพผูกพันกันมาอยู่ตลอดจนถึงทุกวันนี้ยกตัวอย่าง เช่น “เรื่องไสยศาสตร์” ที่เกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้จับ การป้องกันอันตรายที่เกิดจากภูตผีปิศาจหรือวิชาคงกระพันชาตรี ยังสืบทอดต่อกันมาแต่โบราณเป็นพันๆปี แล้วถูกเขียนเป็นตำราผ่านประสบการณ์แต่ละยุคสมัยจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริงสิ่งที่กล่าวมานั้นคงถูกปล่อยเลือนหายไปตามกาลเวลานานแล้วหนำซ้ำกลับแตกแขนงออกไปในหลายสาขา “จนไสยศาสตร์เกิดขึ้นอยู่ทุกกลุ่มชนชั้นตามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เพียงแต่ว่าปัจจุบันวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป “วิชาอาคมหรือไสยศาสตร์บางอย่าง” ก็ไม่สอดคล้องเข้ากับยุคสมัยใหม่ จึงไม่มีใครสืบสานต่อปล่อยให้เลื่อนหายไปมากมายอีกด้วย ฉะนั้น “กลุ่มจงใจแสดงอิทธิฤทธิ์ประชาสัมพันธ์เพื่อหวังผลประโยชน์” จึงไม่ได้ร่ำเรียนวิชามาโดยตรงถูกต้องถ่องแท้ “พิธีกรรมก็ถูกแต่งเติมสร้างขึ้นใหม่” เพื่อส่งเสริมการตลาดสอดรับตอบสนองคนรุ่นปัจจุบัน สังเกตจากพิธีกรรมความน่าเชื่อนั้นมักไม่คงทน สักพักก็ปรากฏเห็นสิ่งหลอกลวงหรือความไร้สาระทั้งปวงโผล่ออกมาเองประเด็นนี้อยากแนะนำว่า “ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารหาง่ายกว่าอดีต” บางครั้งอาจต้องคอยติดตามข่าวสารแวดวงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยก็ดี ยิ่งต้องเสียเงินก้อนโตด้วยแล้วควรรู้จักหยั่งสติหมั่นตั้งคำถามก่อนหลงเชื่อเสมอ เพราะหลายคนตกเป็นเหยื่อหมดเนื้อหมดตัวมักไม่ตามข่าวคราวเหตุการณ์บ้านเมืองจนต้องถูกหลอกได้ง่ายๆยิ่งกว่านั้นบุคคลสำคัญคือ “คนรอบข้าง” หากเห็นคนใกล้ชิดกำลังลุ่มหลงในพิธีไสยศาสตร์มากเกินไป “ควรต้องช่วยเตือนสติ” ด้วยการคอยสะกิดให้ข้อมูลที่ถูกต้อง “แต่อย่าใช้วิธีการห้าม” เพราะความเชื่อมักไม่มีเหตุผลจะกลายเป็นว่า “ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ” เปรียบเหมือนกับ “แมว” เวลาดึงหางมักจะเดินหน้าอยู่เสมอท้ายที่สุดแล้วความเชื่อเป็นส่วนหนึ่ง “ในเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เกิดสติใช้ชีวิต” ตราบใดก็ตามความเชื่อไม่ไปทำผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนให้ใคร สังคมคงต้องเคารพการตัดสินใจของคนนั้น.