ในสัปดาห์หน้าสงครามยูเครน-รัสเซียจะมีอายุครบ 150 วันอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่าจะดำเนินต่อไปจนกว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะ “ยอมจำนน”หลังทั้งสองฝ่ายมีเป้าประสงค์อย่างชัดเจนว่า ดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ของใครอื่น รัสเซียต้องการภูมิภาค “ดอนบาส” รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ คือ จังหวัดเคียร์ซอน ซาโปริชเชีย ซึ่งสองจังหวัดหลังนี้มีความสำคัญเพราะเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคาบสมุทรไครเมีย รวมถึงเป็นคอร์ริดอร์ ทางเชื่อมไครเมียกับชายฝั่งทะเลอาซอฟไปจนถึงดอนบาสหรืออาจทะเยอทะยานรุกต่อไปจากนั้น ถึงขั้นมีการคาดคะเนระดับที่ว่า รัสเซียอาจต้องการแบ่งยูเครนเป็นสองส่วนคือ ตะวันออก-ตะวันตก โดยให้มีแม่น้ำนีเปอร์เป็นเขตแดนกั้นกลาง คล้ายกับสูตรประเทศเยอรมนีในยุคสงครามเย็น รวมถึงปิดกั้นไม่ให้ยูเครนมีทางออกสู่ทะเล กลายเป็นประเทศแลนด์ล็อกที่ต้องพึ่งพารัสเซียส่วนยูเครนแน่นอนว่าหากถูกกระทำเช่นนั้น ความเป็นชาติยูเครนก็จะไม่หลงเหลืออยู่ต่อไป ทางเลือกจึงย่อมมีเพียงทำสงครามต่อไป เพื่อที่รัสเซียจะได้บอบช้ำที่สุดจนยอมถอดใจ คืนดินแดนให้ หรือไม่ก็บอบช้ำจนกองทัพยูเครนสามารถปฏิบัติการ “ตีโต้” เคาน์เตอร์ออฟเฟนซีฟ ทวงดินแดนคืนมาทั้งหมด ซึ่งกรณีนี้ย่อมรวมถึงคาบสมุทรไครเมีย ที่ถูกรัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนไปตั้งแต่ปี 2557เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากใครที่ยังตามสถานการณ์การสู้รบอย่างใกล้ชิดจะรับรู้ว่า กองทัพรัสเซียได้บรรลุภารกิจ “เฟสใหม่” ไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือการเข้ายึดครองจังหวัด “ลูฮานสก์” ทางภาคตะวันออกของยูเครนได้อย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงแค่จังหวัด “โดเนตสก์” ก็จะครบตามแผนปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาส นักวิเคราะห์ความมั่นคงหลายฝ่ายประเมินว่า ปัญหาของกองทัพยูเครนในขณะนี้คือ การตกเป็นฝ่ายรับตลอดเวลาและไม่มีกำลังพอที่จะปฏิบัติการทวงคืนดินแดนขนานใหญ่เป็นเรื่องจริงที่กองทัพยูเครนทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถซุ่มโจมตีทำลายรถถัง ยานเกราะ ยุทโธปกรณ์รัสเซียได้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังสามารถต้านทานการบุกของรัสเซียได้อย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตาม กองทัพรัสเซียมีสูตรสำเร็จที่ดูแล้วยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากยุคสงครามในอดีตนั่นคือ การใช้กำลังเข้าแลกด้วยความ “มุ่งมั่น” พร้อมด้วยจำนวนยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่สนับสนุนที่เหนือกว่าในเชิง “ปริมาณ”ในการรบช่วงชิงจังหวัดลูฮานสก์อุปสรรคสำคัญสำหรับกองทัพยูเครนคือ การถูกกองทัพรัสเซียนวดด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศตลอดเวลา เท่ากับว่าการบุกตีโต้ใดๆย่อมถูกชะลอหรืออาจถึงขั้นต้องยกเลิกแผนเมื่อประสบความสูญเสียอย่างหนักจนไปต่อไม่ไหว การตั้งรับก็เช่นเดียวกัน แนวป้องกัน สนามเพลาะ ตึกอาคารที่มั่นถูกถล่มไม่หยุด สุดท้ายต้องถอนกำลังออกจากแนวรบ สับเปลี่ยนกำลังพลใหม่เข้ามาทดแทนเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ รายงานจากภาคสนามยังระบุว่า สิ่งที่ตามมาจากการสูญเสียกำลังพลต่อเนื่อง คือ ประสิทธิภาพในการต่อสู้ลดลง หน่วยรบยูเครนในแนวรบตะวันออกกำลังขาดทหารที่มีประสบการณ์หรือได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพราะคนเหล่านี้ตายไปทุกวันๆในอัตราที่ทดแทนกันไม่ทัน หลายหน่วยเหลือทหารรุ่นเก๋าไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ อีกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นทหารใหม่เพิ่งเข้าประจำ การสดๆร้อนๆขณะที่ฝ่ายรัสเซียเองใช้กำลังแบบผสมปนเปกัน ทหารใหม่ก็ให้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสนามรบจนกลายเป็นหน่วยผ่านศึก หน่วยไหนบอบช้ำหนักก็หยุดบุก ส่งหน่วยอื่นอัดเข้าไปแทน ส่วนหน่วย “หัวกะทิ” “หน่วยรบพิเศษ” หรือ “ทหารรับจ้างพีเอ็มซี” จะเก็บไว้ใช้ในเวลาจำเป็น ต้องตัดสินชี้ขาด หรือปฏิบัติการเก็บกวาดหลังการบุกยึดครองจังหวัดลูฮานสก์เสร็จสิ้น กองทัพรัสเซียได้ตัดสินใจ “พักเบรก” ปฏิบัติการบุกชั่วคราวแล้ว เพื่อพักฟื้น เติมเสบียง ยุทโธปกรณ์ ผลัดเปลี่ยนกำลังพลที่บอบช้ำออกจากแนวหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ยังพยายามเข้าตีแบบหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพื่อแหย่แนวรบดูการป้องกันของยูเครน พร้อมกับเน้นการใช้ปืนใหญ่ถล่ม ยิงขีปนาวุธ มิสไซล์ทำลายเสบียง คลังกระสุน หรือยุทโธปกรณ์ของยูเครนต่อไป ไม่ให้ยูเครนมีเวลาพักหายใจนับเป็นความได้เปรียบของกองทัพขนาดใหญ่ที่พร้อมเข้าแลกด้วยปริมาณ เติมกำลังพลใหม่มาได้ตลอด ซึ่งยูเครนไม่สามารถทำได้ ล่าสุดมีรายงานว่า รัสเซียได้เริ่มแผนการ “1 จังหวัด 1 กองพัน” ที่เชื่อว่าภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ จะทำให้มีทหารใหม่เพิ่มเข้ามาอีกกว่า 34,000 นาย เอามาใช้งานได้หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน คุมพื้นที่ เพื่อที่กองทัพจะสามารถโยกย้ายหน่วยรบผ่านศึกไปยังแนวรบที่สำคัญกว่ายังไม่มีใครทราบว่าการรุกขั้นต่อไป จะเริ่มเมื่อใด สภาพการณ์ ณ เพลานี้ จึงเปรียบเสมือน “พายุที่กำลังก่อตัว” รอเวลาที่รัสเซียจะถาโถมกำลังพลที่สดใหม่เข้าใส่อีกครั้ง เพื่อตัดสินชะตาของจังหวัดโดเนตสก์ หรืออาจถึงขั้นตัดสินสถานะการดำรงอยู่ของประเทศยูเครน.วีรพจน์ อินทรพันธ์