วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 สถานการณ์การระบาดไวรัส “โควิด-19”...“ไม่พบระบาดเป็นกลุ่มก้อนคือวลีที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง”รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)” ระบุว่า เอาแค่เท่าที่ทราบจากรอบตัว บุคลากรทางการแพทย์ในแผนกเดียวกันของโรงพยาบาลบางแห่งติดกันไปสามสิบกว่าคน มีสัมผัสเสี่ยงอีกมากมาย ภาษา “คน” และภาษาทางระบาดวิทยา เค้าเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ระบาดเป็นกลุ่มก้อน” ครับ ยังไม่นับคนอื่นในสังคม ที่ประสบพบเจอคนรอบตัว ทั้งคนรู้จัก คนที่ทำงานด้วยกัน ติดกันระนาวรวมถึงนำพาไปติดสมาชิกในครอบครัวมากมายคำถามที่ต้องถามหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ เราอยู่ในโลกเดียวกันหรือเปล่า? เราพูดคุยโดยใช้ภาษาเดียวกันไหม? หรือเมากัญชาจนหลอนไปแล้วครับ?“ยอมรับความจริง และทำให้คนตระหนัก ช่วยกันป้องกันให้สถานการณ์ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น จะได้ใช้ชีวิต ทำมาหากิน ศึกษาเล่าเรียนไปด้วยกันอย่างปลอดภัย...อย่าทำให้หลงไปกับภาพลวงตา ปล่อยไปตามมีตามเกิด ยอมสังเวยชีวิตและสุขภาพ ตั้งเป้าจะยอมรับความสูญเสียได้เท่านั้นเท่านี้ ทั้งๆที่วิกฤตินี้หากคนรู้ตัว ป้องกันตัว เข้มแข็ง จะลดความสูญเสียไปได้พร้อมกับขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมกัน..ทุกชีวิตล้วนมีค่า”ภาพความจริงสะท้อนจากข้อมูลจาก MRC BSU มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ 23 มิถุนายน 2565 ระบุว่า ปัจจุบัน 30% ของคนที่ติดเชื้อในแต่ละวันของอังกฤษนั้นเป็นการติดเชื้อซ้ำ (Reinfection) และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง...ในขณะที่อีก 70% เป็นคนที่ยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ทั้งนี้ เราทราบการคาดประมาณจากรายงานฉบับก่อนๆของ UK HSA ว่าในอังกฤษเฉลี่ยแล้วทุก 40 คนจะมีคนติดเชื้อไปแล้ว 1 คนหากเป็นเช่นนั้น อาจมีแนวโน้มแสดงให้เราเห็นได้ว่า การติดเชื้อนั้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการใช้ชีวิตของแต่ละคน เพราะการติดเชื้อที่เกิดขึ้นนั้นมีการติดเชื้อซ้ำในสัดส่วนที่สูงมากกว่าอัตราส่วนระหว่างคนที่เคยติดเชื้อไปแล้วและคนที่ไม่ได้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อเช่น พื้นที่ที่อยู่อาศัย ความหนาแน่นประชากร ความรุนแรงการระบาดในแต่ละพื้นที่ อาชีพ ฯลฯคงจะเป็นการดีที่เราควรตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยติดเชื้อมาก่อนเพราะหากติดเชื้อซ้ำจะมีโอกาสป่วยรุนแรงมากขึ้น 3 เท่า โอกาสเสียชีวิตมากขึ้น 2 เท่า นอกจากนี้การติดแต่ละครั้งก็เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา Long COVID อีกด้วยที่สำคัญคือ เล่าเรื่องนี้มาให้เราทุกคนที่พยายามป้องกันตัวอย่างเต็มที่มาตลอดทุกซีซัน ได้ใจชื้นมีกำลังใจที่จะป้องกันตัว เพราะสถิติการติดเชื้อในอังกฤษนั้นชี้ให้เราเข้าใจว่า...“ถ้ามีพฤติกรรมป้องกันตัวดีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อย่อมน้อยกว่า”ถึงตรงนี้คงต้องสะท้อนอีกมุมมองที่ว่า...สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ สถานการณ์ที่วิกฤติแล้วปิดหูไม่ให้ได้ยิน ปิดตาไม่ให้มองเห็นสถานการณ์รอบตัว และปิดปากไม่ให้พูด แต่สร้างภาพลวงให้เห็นแต่สิ่งที่ไม่เป็นจริง ส่งเสียงลวงให้ฟังทุกวี่วัน จนทำให้สมรรถนะในการรับรู้ คิด วิเคราะห์และ...ตัดสินใจของคนในสังคมเสื่อมถอยลงไปโดยไม่รู้ตัว เพราะหากเป็นช่วงที่เกิดปัญหาคุกคามสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิต คนในสังคมก็จะไม่มีที่พึ่ง ไม่สามารถรับรู้ ไม่สามารถตัดสินใจตามสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม และ...สุดท้ายคือพึ่งพาจัดการตนเองไม่ได้ แน่นอนว่า...เป็นสถานการณ์ที่ทุกคนในสังคมต้องไม่ยอมให้เกิดขึ้นรศ.นพ.ธีระ ย้ำว่า น่าคิด...ในวันที่เป็นแดนดงโรคโควิด...“ชลบุรี” จังหวัดเดียวก็ตรวจพบ ATK 3,045 คนแล้ว แต่ทั้งประเทศกรมควบคุมโรคบอกตรวจเจอ ATK 4,814 คน แปลว่า...ชลบุรีมีการติดเชื้อที่ตรวจ ATK คิดเป็น 63.25% ของทั้งประเทศ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้เสมอ?ป.ล.เค้าบอกไว้ในเว็บว่าไม่รวม กทม. ดังนั้น แปลว่าอีก 75 จังหวัด คงมี ATK กันเฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 24 คน ดูจะง่าย ที่จะทำให้อัตราตายต่ำ...แค่ปรับวิธีการนับ นับเฉพาะที่ไม่มีโรคร่วม ตัวตั้งคือจำนวนตายก็จะลดลงฮวบฮาบ ในขณะที่ตัวเลขที่ใช้หารนั้น ก็เลือกเล่นเอาตามที่ต้องการจะเอาตัวเลขติดเชื้อ (บางส่วน/บางวิธี/บางส่วนบางวิธี) ตัวเลขติดแล้วป่วยมาที่สถานพยาบาลหรือ...ตัวเลขที่จะอยู่ในระบบเท่าที่มี ก็ปรับไปตามที่อยากทำ แนวไหนทำให้เลขน้อยสุดก็ใช้เลขนั้น ข้างต้นคือ วิธีปฏิบัติที่ทุกประเทศไม่ควรทำ ยิ่งหากตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการประเมินสถานการณ์และการปฏิบัติของคนในสังคมบันทึกข้อมูล 1 กรกฎาคม 2565...สถานการณ์ระบาดของไทย จากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่า จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 17 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย แม้ สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตามบันทึกวันแรกของการเป็นแดนดงโรค (endemic area)...“แดนดงโรค” โควิด-19 หรือ “พื้นที่โรคชุกชุม” โดยอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบาดกระจายต่อเนื่อง หน่วยงานบอกว่าพอ หมอพอ เตียงพอ ยาพอ...คงคล้ายกับคำว่า “เอาอยู่”ในขณะที่ประชาชนที่ให้ความใส่ใจสุขภาพ มุ่งหวังที่จะมีสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอด ให้อยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางนโยบายและสังคมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแพร่เชื้อสูง...ติดเชื้อแล้วกักตัว 5 วันตามแนวทางที่กำหนดจะปลอดภัยไหม?ล่าสุดมีงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine เมื่อ 29 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาที่ยังตรวจพบเชื้อ ปริมาณเชื้อ และเพาะเชื้อขึ้นหลังจากติดเชื้อโรคโควิด-19 จากข้อมูลวิจัยจะเห็นได้ว่าการกักตัว 5 วันหลังการติดเชื้อนั้นไม่เพียงพอ และ...ยังไม่ปลอดภัย เนื่องจากยังสามารถเพาะเชื้อได้ถึงอีกเกือบ 50% และยังมีปริมาณไวรัสที่ตรวจพบระดับสูง ถ้าจะปลอดภัย ตามข้อมูลเรื่องปริมาณเชื้อ และอัตราการเพาะเชื้อขึ้น คือราว 2 สัปดาห์หรืออย่างน้อย 10 วันขึ้นไป แต่ในทางปฏิบัติจะทำได้ยากด้วยความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การใช้ชีวิตในสังคมดังนั้น หากผู้ที่ติดเชื้อจำเป็นต้องกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานก่อนเวลา 7-10 วัน ก็ต้องตระหนักเสมอว่าอาจนำเชื้อไปแพร่ให้คนอื่นได้ จึงควรป้องกันตัวเข้มๆระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันต่อจนกว่าจะครบ 2 สัปดาห์ เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโดยใส่หน้ากาก N95 หรือเทียบเท่า ไม่ถอดหน้ากาก รักษาระยะห่างที่สำคัญมากคือ...ไม่ไปร่วมวงกินข้าวในที่ทำงาน ไม่ไปร่วมวงปาร์ตี้กินดื่มสังสรรค์ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อแก่ผู้อื่น หากช่วยกันปฏิบัติดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อแพร่เชื้อตามสถานที่ต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดปัจจุบันได้บ้างไม่มากก็น้อยณ จุดนี้ ยังยืนยันว่า “การใส่หน้ากากเสมอเวลาตะลอนนอกบ้าน” เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง...โควิดไม่จบแค่ชิลๆแล้วหาย แต่ป่วยได้ตายได้ และเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติระยะยาวลองโควิด.