ได้ค้นพบอีกศักยภาพของเด็กหนุ่มสดใหม่วัยสว่างไสวคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่นักร้อง (Singer) ไม่ใช่นักแต่งเพลง (Song Writer-Composer) ไม่ใช่นักดนตรี (mucician) แต่เขาเป็น “นักสร้างสรรค์เพลง” (Song Creator)นับจากเพลงแรกบนเวทีที่เขานำเสนอตัวตนออกมาให้ได้ประจักษ์ชัด พร้อมการร้องในเพลง “ทำบุญด้วยอะไร” ก้าวไปสู่ “หุ่นไล่กา” ล่วงมาถึง “ดาวประดับใจ”หนุ่มน้อยนักสร้างสรรค์เพลงผู้สูงแกร่งเข้มชัดอัตลักษณ์ผู้นี้ ได้ประกาศเกริกกรักศักยภาพในการอเรนจ์เรียบเรียงลึกร้ายลีลาทุก “ท่วงท่าเพลง” เสียใหม่ ทุ่มเทใจในจิตวิญญาณ เคล้าคลุกคู่ไปกับ “ครูหนึ่ง จักรวาล” ได้อย่างมหัศจรรย์จนมาถึง “กลิ่นดอกโศก” เพลงสุดท้าย (ท้ายสุดกันเสียที) บนเวทีเพลงเพราะ ในค่ำคืนรอบชิงชนะเลิศที่ “ภูมิ แก้วฟ้าเจริญ” ต้องอัปราชัยให้กับ “คิดถึง (จันทร์กระจ่างฟ้า)” ของ “พลอย ทิพย์ปริญา” นักร้องอาชีพรุ่นใหญ่จากค่ายแกรมมี่ภูมิสร้างสรรค์ “กลิ่นดอกโศก” ปรุงรสใหม่จาก “โศกศัลย์” ให้เป็น “โศกสันต์” อเรนจ์ท่วงทำนองท่วงท่าอารมณ์เพลงใหม่หมด เป็น “กลิ่นดอกโศกชวนดม” ที่บาดคมรมย์รื่นครึกครื้นคึกคักครื้นเครง เหลือล้ำคณาใจ ซึ่งทำได้ยากมหันต์ภูมิจึงไม่ได้เป็นเพียงศิลปินนักร้อง แต่เขาเป็น “นักสร้างสรรค์เพลง” ผู้มีครีเอทีฟ ท่วมท้น ไม่ซ้ำรอยรูปแบบใครและรูปแบบใด และที่สุดแล้ว “ไม่เหมาะมหันต์” กับเวที “เพลงทองคำ”สิ่งที่ภูมิได้สร้างสรรค์และรังสรรค์มันล้ำเลอค่ามากกว่าตำแหน่ง “รองชนะ” แต่มันเป็นความสำเร็จสูงค่าที่จะได้รับการสานต่อให้เติบกล้าก่ำเป็นตำนานต่อไปในวารกาลข้างหน้าสู้ตายครับเจ้าน้องชายปัญญาหล่อ “นักสร้างสรรค์เพลง” ผู้ยิ่งใหญ่.“ดร.ศาสตร์ธนิก จุลมณี”‘‘แจ๋วริมจอ’’jaewrimjor@gmail.com