เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ผมอ่านสารคดีของ “ทีมการศึกษาไทยรัฐ” ที่นำลงในหน้า 7 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้ม และขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่มีโครงการดีๆอย่างนี้อยู่ด้วยนั่นก็คือโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” ดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่เรียกกันย่อๆว่า สอศ.มีรายละเอียดโดยสรุปว่า เป็นโครงการที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในกลุ่มที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา และกลุ่มที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลโดยจัดตั้งในลักษณะโรงเรียนประจำและจัดการเรียนการสอนให้เด็กๆมีความพร้อมทางสังคม และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคต ผ่านหลักสูตรประกาศนียวิชาชีพ หรือ ปวช.ในปีงบประมาณ 2565 หรือปีปัจจุบันมีเป้าหมายที่จะดำเนินการจำนวน 88 แห่ง ภายใต้ความรับผิดชอบของวิทยาลัยต่างๆในเครือ คณะกรรมการการอาชีวศึกษาฯมีเด็กสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 3,600 คน หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงยังเปิดรับต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งป่านนี้ก็คงจะครบกำหนดแล้วผมไม่แน่ใจว่า เด็กจำนวน 3,600 คนนี้เป็นเด็กที่มาจากกลุ่มตัวเลขที่กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวางด้วยความห่วงใยในขณะนี้หรือไม่ได้แก่ตัวเลข “เด็กยากจนพิเศษ” ซึ่งเป็นเด็กที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. จับตาอย่างใกล้ชิด ในฐานะที่เป็นเด็กของพ่อแม่หรือครัวเรือนที่สมาชิกรายได้เฉลี่ย 1,332 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น แต่จะต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาถึง 1,195-4,829 บาท โดยเฉลี่ยต่อเทอมในขณะนี้ส่งผลให้เด็กยากจนพิเศษจากครัวเรือนที่จนเป็นพิเศษดังกล่าว ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปีล่าสุดจากการสำรวจของ กสศ.พบว่า หลังการระบาดอย่างหนักของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลข เด็กนักเรียนยากจนพิเศษ เพิ่มสูงขึ้นถึง 1,244,591 คน หรือเกือบร้อยละ 20 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงว่า เด็กๆในครอบครัวยากจนที่ว่านี้อาจจะ “หลบหนี” หรือ “หลุด” ออกไปจากระบบการศึกษา เพราะความจำเป็นบังคับ...ซึ่งมีการพูดกันอยู่ว่า มี แต่ยังไม่แน่ใจว่าจำนวนมากน้อยแค่ไหนผมเคยมีโอกาสสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง เมื่อวันไปเปิดโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ที่สกลนคร ก็ลืมจดตัวเลขมาว่า จำนวนผู้หลุดจากระบบนั้นมีมากน้อยเพียงไรท่านรัฐมนตรียืนยันว่า ท่านจะตามกลับมาเรียนให้ได้ตามนโยบาย “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ผมถามขึ้นว่า เด็กที่จะเข้าโครงการ “เรียนฟรี อยู่ฟรี จบแล้วมีอาชีพ” ของคณะกรรมการอาชีวศึกษา...อยู่ในกลุ่ม “เด็กยากจนพิเศษ” ด้วยหรือไม่? เป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด? ก็ด้วยเหตุผลของความห่วงใย เด็กพิเศษเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษเหล่านี้แหละครับผมเคยเขียนไว้หลายครั้งในคอลัมน์นี้แล้วว่า ไม่มีการพัฒนาของประเทศเศรษฐกิจเสรีใดๆ ที่จะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ แม้แต่สหรัฐอเมริกาประเทศโคตระเสรีนิยมก็ยังโคตระเหลื่อมล้ำมากขึ้นและมากขึ้นในขณะนี้แต่ระบบเศรษฐกิจเสรีก็เป็นระบบที่โลกนี้เลือกเดินมิใช่หรือ เพราะเราพิสูจน์กันมาแล้วว่า ระบบที่ทำให้คน “เท่ากัน” ไม่มีเหลื่อมล้ำ มีระบบเดียว เท่านั้นก็คือ ระบอบสังคมนิยมนั่นเองแต่แทนที่จะ “รวยเท่ากัน” กลับกลายเป็นว่า ประเทศสังคมนิยมต่างพากัน “จนเท่ากัน” ไปทั้งประเทศ เพราะด้วยตัวระบบไม่มีแรงจูงใจอะไรที่จะทำให้ผู้คนอยากจะร่ำรวย เพราะได้เท่าไร รัฐก็เก็บไปเสียเกือบหมดส่งผลให้ประเทศสังคมนิยมทั้งหลายต้องหันมาใช้นโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบคือ บวกเศรษฐกิจเสรีนิยมเข้าไปด้วยกันเป็นแถวๆของเราเดินมาในระบบเสรีนิยมตลอดอยู่แล้ว สามารถเจริญเติบโตมาได้ระดับหนึ่งก็เดินต่อไปเถิด “ช่องว่าง” มันจะถ่างบ้างก็ช่วยๆ กันแก้ไขไปขอ “รัฐบาล” อย่าลืม “คนจน” แบบที่ทำอยู่นี้...ขอ “คนรวย” อย่าลืม “คนจน” แบบที่ผมเขียนขอร้องมาหลายครั้ง...รวยมากเท่าไร แบ่งไปช่วยคนจนให้มากเท่านั้น เราจะอยู่กันได้อย่างสันติสุขผมมั่นใจครับ...ว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าแน่นอน (ถ้าเราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและไม่ทะเลาะกัน!)“ซูม”