ทางช้างเผือกเป็นดาราจักรหรือกาแล็กซีชนิดก้นหอยหรือทรงกังหันแบบมีคาน โดยประกอบด้วยดาวฤกษ์จากหลายยุคหลายสมัยและดาวฤกษ์ที่ยังคงก่อตัวใหม่ๆในขณะกาแล็กซีรี (Elliptical Galaxy) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายทรงกลมโดยมีกระเปาะตรงใจกลางคล้ายกับกาแล็กซีชนิดก้นหอยนั้น ดาวทุกดวงกลับมีอายุเท่ากัน สิ่งนี้บ่งชี้ว่าในช่วงเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีรี มีคาบการก่อตัวดาวฤกษ์ที่อุดมสมบูรณ์และสิ้นสุดอย่างกะทันหันในกาแล็กซีบางแห่งที่ยุติการก่อตัวดาวฤกษ์ มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือหลุมดำมวลยิ่งยวดได้ทำลายก๊าซในกาแล็กซี ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการก่อตัวดาวฤกษ์ เพื่อทดสอบทฤษฎีนี้ นักดาราศาสตร์จึงตรวจสอบกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกล โดยอธิบายว่าแสงที่เราเห็นจากวัตถุที่อยู่ห่างออกไป 10,000 ล้านปีแสง ต้องเดินทางเป็นเวลา 10,000 ล้านปีเพื่อมายังโลก ดังนั้น แสงที่เห็นในปัจจุบันจะบ่งชี้ว่ากาแล็กซีที่มันจากมามีลักษณะอย่างไร การดูกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลก็เหมือนกับการย้อนเวลากลับไปในอดีต แต่ระยะห่างระหว่างกาแล็กซีเมื่อห่างไกลก็จะดูจางลง ทำให้การศึกษายากขึ้นการเอาชนะความยากนี้ ทีมวิจัยนานาชาตินำโดยนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโซเคนไดในญี่ปุ่นจึงใช้ฐานข้อมูล Cosmic Evolution Survey (COSMOS) ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์ชั้นนำของโลก ทั้งกล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมา กล้องโทรทรรศน์ซูบารุ โดยสุ่มตัวอย่างกาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไป 9,500-12,500 ล้านปีแสง ทำให้ตรวจจับสัญญาณจากหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ยังทำงานในกาแล็กซีที่กำลังจะตายในเอกภพยุคแรก การปรากฏตัวของหลุมดำมวลที่ยังมีพลังเหล่านี้ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในกาแล็กซีเจ้าบ้าน ซึ่งบ่งชี้ว่าหลุมดำอาจมีผลกระทบในวงกว้างต่อการวิวัฒนาการของกาแล็กซีต้นกำเนิด.(ภาพประกอบ Credit : National Astronomical Observatory of Japan)