ตำรวจ PCT ประสานกัมพูชา ลุยค้น 2 จุดเมืองพระสีหนุ ทลายออฟฟิศใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง จุดแรกเป็นโรงงานร้าง จุดที่ 2 อยู่บนกาสิโนชั้น 5 แฉจุดแรกหลอกเหยื่อด้วยการอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ และพนักงาน DHL Fed EX ผู้เสียหายจำนวนมาก สุดแสบใช้รูป“บิ๊กปั๊ด” ผบ.ตร.เป็นโปรไฟล์ต้ม ส่วนอีกแก๊งหลอกลงทุนเทรดเงินดิจิทัล รวม 2 แห่งรวบผู้ต้องหา 61 ราย มีระดับหัวหน้าแก๊งชาวไต้หวัน 2 คน และคนไทยอีก 1 คนตำรวจไทยทลายออฟฟิศแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่งในกัมพูชา เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2/หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 5 PCT, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก. (สอบสวน) บก.สส.ภ.2 ร่วมแถลงผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ จับกุมผู้ต้องหา 28 ราย ช่วยเหลือเหยื่อคนไทย 5 ราย อยู่ระหว่างคัดแยกอีก 28 ราย รวม 61 ราย ใจกลางเมืองพระสีหนุ หลังสืบทราบว่า มีพฤติการณ์หลอกลวงเหยื่อด้วยการอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ และเป็นพนักงาน DHL, Fed EX มีผู้เสียหายจำนวนมากพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ขยายผลจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกราย คดีนี้มอบหมาย พล.ต.ต.ธีรเดชนำทีมสืบสวนจนทราบแหล่งกบดานของเครือข่าย ใช้อาคารในเมืองพระสีหนุ เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการฯเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา ประสานความร่วมมือกับตำรวจประเทศกัมพูชา กระทั่งวันที่ 20 มี.ค.พล.ต.อ.Sar Theth รอง ผบ.ตร.แห่งกัมพูชา สั่งการ พล.ต.ท.Wan Wera ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมตำรวจภูธรจังหวัดพระสีหนุ สนธิกำลังกับตำรวจไทย นำกำลังเข้าค้นออฟฟิศแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุจุดที่ 1 โรงงานร้างไม่มีเลขที่ ถนน Santepheap มีแผนประทุษกรรมหลอกลวงด้วยการโทรศัพท์หาเหยื่อแล้วอ้างว่ามีพัสดุจากบริษัทขนส่ง DHL หรือ FedEX และถูกด่านศุลกากรอายัดไว้มีสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นจะมีตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดต่อไปตรวจสอบบัญชีหรือตรวจสอบการเงินเพื่อหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ ใช้รูปโปรไฟล์ในแอปพลิเคชันเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.แอบอ้าง ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ ผลตรวจ ค้นพบจับกุมผู้ต้องหา 28 คนเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับไว้แล้วทั้งหมด คือ นายซิน ฮัง เต หรือนายอาเต๋อ อายุ 28 ปี ชาวไต้หวัน หัวหน้าใหญ่ นายจาง เจียน เทียน หรือนายอาหู อายุ 41 ปี ชาวไต้หวัน หัวหน้าใหญ่ และนายพรศักดิ์ รีพล อายุ 30 ปี ชาวไทย พร้อมพวก เป็นคนไทยอีก 25 คน ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันเป็นอั้งยี่ร่วมกันเป็นซ่องโจร มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันฟอกเงิน”นอกจากนี้ยังตรวจยึดหลักฐานสำคัญคือ 1.โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง 2.วิทยุสื่อสาร 8 เครื่อง 3.โน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง 4.สคริปต์บทพูดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่, เจ้าหน้าที่จาก DHL และ FedEx 5.เอกสารปลอมหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ 6.เอกสารปลอมหมายจับศาลอาญา 7.เอกสารปลอมหมายเรียกของสำนักคดีการเงินการธนาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษจุดที่ 2 อาคาร Diwei Entertainment City ถนน 2 Thnou เมืองพระสีหนุ เปิดเป็นบ่อนกาสิโนบังหน้า ลักลอบทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์บนชั้น 5 ของตึก มีแผนประทุษกรรมในการหลอกลวงโดยการ “หลอกลวงให้หลงรักในแอปพลิเคชัน Tinder จากนั้นชักชวนลงทุนเทรดเงินดิจิทัล โดยจะให้โอนเหรียญชนิด USDT เข้าไปในกระดานเทรดเหรียญเถื่อน บางรายที่เทรดเป็นอยู่แล้ว จะถูกชักจูงให้เทรดในโหมด Futures Trade มีความเสี่ยงสูง หากผู้ถูกหลอกเทรดจนได้กำไรในพอร์ตก็ไม่สามารถถอนเงินออกได้อยู่ดี ขั้นตอนสุดท้ายคือจะถูกหลอกให้เสียเงินภาษีเพื่อถอนเงินในพอร์ตออกมา แต่เมื่อโอนเงินเข้าไปแล้ว ก็ไม่สามารถถอนเงินออกจากพอร์ตได้เลย” นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนกับการขายสินค้าแอปพลิเคชัน Lazada ให้ผลตอบแทนสูงจากการตรวจค้น พบคนไทย 33 คน กำลังทำงานคุยกับลูกค้า ต้องคัดแยกต่อไปว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นผู้ต้องหา เบื้องต้นสอบถามมี 5 คนที่สมัครใจอยากกลับประเทศไทย ได้ส่งตัวไปยังสถานกงสุลไทยในกัมพูชาเรียบร้อย นอกจากนี้ยังตรวจค้นพบพยานหลักฐานสำคัญ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบ All in one 68 เครื่อง รวมทั้ง 2 จุด พบเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 61 คนรอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า การเข้าตรวจค้นจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้เตือนสติให้กับผู้ต้องหาถึงภัยอันตรายของการมาทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สุดท้ายจะถูกขายและถูกใช้แรงงานไม่ต่างจากทาส และจะวนเวียนในวัฏจักรดังกล่าวไม่จบไม่สิ้น เมื่อกลับประเทศไปจะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย หลังจับกุมตำรวจกัมพูชาได้นำผู้ต้องหาทั้งหมดดำเนินคดีตามกฎหมายในประเทศกัมพูชาก่อน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตามกฎหมายของประเทศกัมพูชาแล้ว จะส่งผู้ต้องหาให้ประเทศไทย ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ ผบก.ภ.จ.สระแก้ว เตรียมรอรับผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่เปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.65-ปัจจุบัน มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ 4,649 ราย อันดับ 1 คือคดีหลอกลวงด้านการเงิน 3,737 เรื่อง แบ่งเป็นคอลเซ็นเตอร์ 460 เรื่อง ปลอมโปรไฟล์คนหน้าตาดีหลอกให้ลงทุน (Hybrid Scam) 443 เรื่องปลอมโปรไฟล์คนหน้าตาดีหลอกให้หลงรัก (Roman Scam) 70 เรื่อง หลอกให้กู้เงิน 642 เรื่อง แชร์ลูกโซ่ 251 เรื่อง อื่นๆ 992 เรื่อง อันดับ 2 คือ หลอกจำหน่ายสินค้า ออนไลน์ 724 เรื่อง แบ่งเป็น หลอกขายไม่ได้รับสินค้า 659 เรื่อง หลอกขายสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ 105เรื่อง เรื่องอื่นๆ 44 เรื่อง อันดับ 3 คือเฟกนิวส์ (Fake News) 87 เรื่อง ขอฝากเตือนว่าอย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อง่ายๆ หากพบเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์ PCT 08-1866-3000 หรือสายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ www.pct.police.go.th ตลอด24ชม.หรือผู้เสียหายสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.com