ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นวิกฤติด้านสุขภาพที่ร้ายแรงสุดในรอบกว่าศตวรรษเป็นเหตุของความทุกข์ของประชากรโลก และการจัด “ดัชนีความสุขโลก” ปี 2565 ใน 146 ประเทศ น่าสังเกตว่าประเทศที่มีความสุขที่สุด ส่วนใหญ่เป็นประเทศไม่ระบาดร้ายแรง เช่น ฟินแลนด์ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ส่วนประเทศไทยมีความสุข เป็นอันดับที่ 61 ของโลก เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนคนมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชาและพม่า มีความสุขน้อยกว่าไทย ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงก้าวออกจากโรคระบาดร้ายแรงสู่โรคประจำถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะระยะที่ 1 เริ่มแต่วันที่ 12 มีนาคม ตั้งเป้าให้ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตลงตามลำดับ จนถึงระยะที่ 4 ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะมีผู้ติดเชื้อแค่วันละ 1 ถึง 2 พันคน จากนั้นจะก้าวสู่โรคประจำถิ่น ในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะยังไม่ลด ทั้งผู้ติดเชื้อใหม่และเสียชีวิต ยังเป็นขาขึ้นตัวอย่างเช่นข้อมูลเมื่อวันที่ 22 มีนาคม มีผู้ติดเชื้อ 21,382 คน เสียชีวิต 87 คน วันที่ 23 ติดเชื้อ 25,164 คน เสียชีวิต 80 คน แพทย์ชนบทท่านหนึ่งระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่โรคประจำถิ่นแล้ว “อย่างไม่เป็นทางการ” เพราะประชาชนเริ่มการ์ดตก โรงพยาบาลรับรักษาเฉพาะผู้ป่วยนอก ผู้ติดเชื้อน่าจะถึงวันละแสนคนนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าขณะนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ถึงจุดสูงสุด อาจยังเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงปลายเดือนเมษายน ตัวเลขอาจพุ่งขึ้นเป็นวันละนับแสนคน แต่เบาใจได้หน่อย เพราะเป็นการระบาดของ “โอมิครอน” ซึ่งระบาดรวดเร็ว แต่อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าเดลตา ถึง 7-8 เท่า แต่จะเริ่มลดเมื่อไหร่นายแพทย์บางคนระบุว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อวันละ 2 หมื่นเศษ ไม่น่าจะตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้นับรวมผู้ติดเชื้อ ที่ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอทีเคอีกวันละหมื่นกว่าคนหรือกว่าสองหมื่นคน ปัญหาก็คือเมื่อถึงระยะที่ 4 ระยะสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงโรคประจำถิ่น หากจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยหนัก และผู้เสียชีวิตไม่ลด จะทำอย่างไรหวังว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลคงต้องทบทวนแผนที่จะเดินหน้าสู่โรคประจำถิ่นใหม่จนทุกอย่างพร้อม จึงจะเดินหน้าต่อ ส่วนคนไทยก็ต้องอดทนรับทุกข์ต่อไป เช่นเดียวกับประชาชนในอีกหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ประเทศจีนซึ่งเป็นต้นตอของโควิด และสงบไปนาน แต่กลับมาระบาดอีกครั้ง.