ที่ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ระบบสุขภาพไทย เดินต่ออย่างไร” ในงานประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 22 หัวข้อ “Towards Scaling Up and Resilience in Healthcare” จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ว่า ประเทศไทยมีสิ่งที่หลายประเทศไม่มี คืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) 1,040,000 คน เป็นกำลังสำคัญ เป็นระบบรากหญ้าดูแลประชาชน 1 ต่อ 60 ประชากร มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กว่า 10,000 แห่ง ครบทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 798 แห่ง มีโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 96 แห่ง ทั่วประเทศอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และยังมีโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสังกัดอื่นที่พอเกิดวิกฤติโควิด-19 ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังมีระบบสุขภาพ 3 กองทุน คือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ครอบคลุมคนไทย 99% หลายประเทศยกไทยเป็นตัวอย่าง แต่จากนี้อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ไม่ให้คนเจ็บป่วย ไม่เช่นนั้นเติมเงินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่พออดีต รมว.สธ.กล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การส่งเสริม คุ้มครอง ป้องกัน และฟื้นฟู ยิ่งขณะนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเน้นการรักษาเป็นหลักไม่ได้เสี่ยงล้มละลาย ระดับนโยบายต้องเปลี่ยน นอกจากนี้ ต้องพัฒนา รพ.สต.ให้เป็นองค์กรแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทำให้คนในชุมชนมีความรอบรู้ ทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ป้องกันการเจ็บป่วย เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบไอที ให้โรงพยาบาลเป็นเพียงปลายทางการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ สรพ.เป็นจิ๊กซอว์สำคัญช่วยพัฒนาระบบสุขภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงสถานดูแลสุขภาพรูปแบบอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย“เมื่อไหร่เจอวิกฤติ ผมก็เห็นเป็นโอกาส ไม่ว่า รพ.สต.จะโอนหรือไม่โอน แต่ข้อมูลสุขภาพขาขึ้น ขาลงต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะมีส่วนที่รับ ส่วนไม่รับ ส่วนที่รู้ ส่วนไม่รู้ ไปตกหนักที่ประชาชน ดังนั้น ต้องเดินหน้าชัดเจน รพ.ต่างๆ ชัด รพ.ศิริราช รพ.ในสังกัด สธ.ต้องเปลี่ยนระบบจากที่ต้องมา รพ. ก็หันมาใช้ AI หรือเทเลเมดดิซีน ป้องกันก่อนป่วย ลดการมาโรงพยาบาล” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว.