ทั้งเรื่องไกล-เรื่องใกล้ๆตัว ล้วนแต่ไม่เป็นมงคล ในอารมณ์ที่ภาษาพระว่า ไม่น่าปรารถนา ผมถูกผลักให้หันหน้าเข้าวัด อยากฟังพระท่านเทศน์หาความชื่นใจสักกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ “ไม่ใช่ปัญญา” ของพระอาจารย์พรหม ในชวนม่วนชื่นเล่มแรก ชื่อเรื่องดูเหมือนหนัก แต่วิธีเล่าของท่านเบา เบามาก สนุกมาก อ่านจบแล้วยิ้มออกท่านเลือกเวลาเทศน์ในช่วงที่มีข่าวพระชื่อดัง น่าจะเป็นคนที่ตอนนี้ห่มจีวรเขียว มีเรื่องอื้อฉาวกับผู้หญิง“เรื่องพระที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย ทำตัวเหลวไหล กับเรื่องเรียบร้อยของพระดี น่าเบื่อพอกัน” น่าจะด้วยหลักคิดที่เกริ่นไว้ เทศนากัณฑ์วันนั้น พระอาจารย์พรหม จึงเลือกเรื่องพระเหลวไหล “อาตมาคิดว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะสารภาพ...ไม่มีคำว่าบาปตาม”แล้วท่านก็พูดต่อ “มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะพูดเรื่องนี้ เรื่องเกิดเมื่อหลายปีมาแล้ว”พระอาจารย์ทำทีเหมือนเป็นเรื่องพูดยาก ท่านรีรอดูท่าทีญาติโยมอีกพัก แล้วก็พูดต่ออีกประโยค“หลายปีที่แล้ว อาตมาใช้ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต”เห็นญาติโยมเริ่มสะดุดใจ สนใจ ท่านก็ปล่อยประโยคสำคัญ “อาตมาใช้เวลาช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ในอ้อมแขนที่อุ่นด้วยไอรัก ของภรรยาชายอื่น”ถึงตอนนี้ หลายคนออกท่าอึ้ง พระอาจารย์พรหมย้ำต่อ “เราโอบกอดกัน เราลูบไล้กัน เราจูบกัน”หลุดประโยค ที่ฟังให้คิดว่าเป็นคำสารภาพบาปครั้งสำคัญออกมา พระอาจารย์พรหมท่านเล่าเอง ท่านกำลังเล่นบทนักแสดงฉากดราม่า ...“อาตมาทำท่าคอตก ตาก้มต่ำ มองพรมที่พื้น”ญาติโยมหลายคน หลุดเสียงตระหนกตกใจสุดขีดออกมา หลายคนยกมือปิดปากที่อ้าค้างและอีกหลายคน “ช็อก”เสียงหนึ่งหลุดเข้าหู “โอ๊ย...ย! ท่านอาจารย์พรหมก็เอากับเค้าด้วยเหรอ!”วินาทีที่ได้ยินเสียงนั้น พระอาจารย์พรหมมโนเห็นภาพ บรรดาโยมที่อุปัฏฐากวัดมานาน พากันเดินออกนอกประตูวัดแน่ละ! พวกเขาคงจะไม่กลับมาอีกเรื่องที่พระอาจารย์สารภาพผิดข้อผิดลูกเมียเขา อย่าว่าแต่จะเป็นพระ แม้ฆราวาสก็ไม่สมควรทำกับภรรยาของชายอื่นก่อนที่ปฏิกิริยาด้านลบจะเกิดต่อ พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนบทเศร้าเป็นบทหวาน...ท่านเงยศีรษะขึ้นตรง ยิ้ม...และมองไปที่ผู้ฟังทั้งหลาย...อย่างมั่นใจ“ผู้หญิงคนนั้น” คราวนี้ท่านไม่ชะงัก พูดต่อไปทันที “คือแม่ ของอาตมาเอง”มุกนี้ ถือเป็นมุกเด็ด เรียกเสียงหัวเราะดังๆจากญาติโยม พระอาจารย์เพิ่มเสียงดังใส่ไมโครโฟน สู้กับเสียงหัวเราะ แล้วพูดต่อ “เรื่องที่สารภาพ เกิดขึ้นเมื่อครั้งอาตมายังเป็นเบบี๋น่ะนะ” เสียงหัวเราะยังมี แต่ออกแบบโล่งใจพระอาจารย์พรหมพูดต่อ “นี่เป็นเรื่องจริงนะ เธอเป็นภรรยาของชายอื่น พ่อของอาตมาเอง เรากอด เราลูบไล้ เราจูบกัน มันเป็นช่วงเวลาที่อาตมามีความสุขที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งทีเดียว”ก่อนถึงบทเอวัง พระอาจารย์ใช้โอกาสที่ญาติโยมปาดน้ำตา และเริ่มหยุดหัวเราะ สรุปเรื่องเล่าให้เป็นประเด็นสอนธรรมะว่า “การด่วนตัดสินเปรี้ยงลงไป สิ่งนี้ผิดสิ่งอื่นผิด ไม่ใช่ปัญญา”ผมใช้ปัญญาเท่าที่พอมี...คิดถึงคดีแตงโม ความจริงเป็นอย่างไร แต่ถ้าจะชี้ปังว่า ใคร ใครคนนั้น นั่นแหละผิด...ถอยหลังมาตั้งหลักใช้ปัญญา สิ่งที่เห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิดไว้รอตำรวจเขาแถลงผลสรุปคดี ไม่ดีกว่าหรือ...งานที่มีตาวิเศษพันหมื่นจ้องไม่กะพริบอย่างนี้ ตำรวจเขาคงไม่กล้าเหลวไหล หางานมาเข้าตัว.กิเลน ประลองเชิง