สถานการณ์ โควิด-19 ไทยยังไม่นิ่ง แต่ “หมอนิธิพัฒน์” ชี้ ใกล้ถึงจุดพีก หลังจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันส่อทรงตัว ยอมรับเตียงผู้ป่วยใน กทม.-บางจังหวัดเริ่มตึง สวนทางกับข้อมูลฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกัน พบติดเชื้อยกครอบครัวพุ่ง เหตุกินข้าวร่วมกัน ทำให้คาดโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่ติดง่าย จ่อแซง BA.1 ด้านโฆษก สธ.ปลื้ม หลังทีมวิจัยฯประเมินแล้วไทยรับมือโควิด-19 ได้ดีมาก ทั้งเตียง-ยา-วัคซีน มีพร้อมเพียงพอ แต่ต้องปรับการดูแลรักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง รวมถึงสร้างความเข้าใจเชิงรุก คาดการระบาดใหญ่ใกล้ยุติ จ่อเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นต้น ก.ค.นี้เริ่มลุ้นวันต่อวัน สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในไทย ที่ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อยืนยันลดลงเล็กน้อยจากเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่มีกว่า 2.3 หมื่นคน มาอยู่ที่กว่า 2.2 หมื่นคน แต่ผลตรวจ ATK ยังพุ่งไปกว่า 3.3 หมื่นคนติดเชื้อไม่แผ่ว–ตายพุ่ง 52 ศพเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22,818 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 22,566 คน มาจากเรือนจำ 115 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 137 คน (ขณะที่กรมควบคุมโรคระบุยอดผู้ตรวจ ATK 33,085 คน) หายป่วยเพิ่มขึ้น 18,462 คน อยู่ระหว่างรักษา 232,147 คน อาการหนัก 1,124 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 355 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 52 คน ในจำนวนนี้อยู่ใน กทม. สูงสุด 7 คน โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดแยกเป็นชาย 33 คน หญิง 19 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป 40 คน มีโรคเรื้อรัง 8 คน ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 4 คน ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,004,814 คน ยอดหายป่วยสะสม 2,749,491 คน ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 23,176 คน3 จังหวัดติดเชื้อหลักพันคนสำหรับ 10 จังหวัด ที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 2,809 คน ชลบุรี 1,126 คน นครศรีธรรมราช 1,067 คน สมุทรปราการ 891 คน สมุทรสาคร 670 คน ระยอง 669 คน นครปฐม 667 คน ภูเก็ต 658 คน พระนครศรีอยุธยา 656 คน นนทบุรี 654 คน ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 4 มี.ค. 253,688 โดส ยอดฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.64 จำนวน 124,649,712 โดส “หมอยง” เตือนวัคซีนหมดอายุวันเดียวกัน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กว่า ทั่วโลกได้รับวัคซีนไปแล้วประมาณเกือบ 11,000 ล้านโดส ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศทางตะวันตก ประเทศผู้ผลิตวัคซีนในทางตรงกันข้าม ประเทศในแอฟริกาได้รับวัคซีนไปเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่อเมริกาและยุโรป มีวัคซีนที่เก็บไว้และจะต้องถูกทำลายเพราะหมดอายุเป็นจำนวนมาก วัคซีนที่ใช้ฉีดขวดหนึ่งมีหลายโดส และในการฉีดขณะนี้ การบริหารวัคซีนต้องทิ้งเป็นจำนวนมาก เพราะไม่สามารถเก็บไว้ได้ ทำนองเดียวกันกับประเทศไทย การบริหารวัคซีนต่อไปนี้ เมื่อมีผู้ฉีดต่อวันน้อยลง การสั่งวัคซีนเข้ามาเก็บเป็นจำนวนมากจะมีโอกาสที่จะต้องหมดอายุ โดยเฉพาะวัคซีนที่มีอายุสั้น การเก็บรักษายาก และขวด 1 ต้องฉีด 10 คนหรือ 15 คน จะทำให้การบริหารวัคซีนยากมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม mRNA วัคซีนที่มีอายุสั้น หลังละลายแล้ว อยู่ได้เพียง 1 เดือน จะเก็บแช่แข็งตลอดไปก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ในอีก 6 เดือนข้างหน้าไม่มีวัคซีนสายพันธุ์ใหม่ออกมาแน่นอน การมีวัคซีนหรือเก็บไว้จำนวนมากก็เสี่ยงต่อการหมดอายุ เราลงทุนกับวัคซีนไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท ความเสมอภาคหรือเท่าเทียมระหว่างประเทศที่ร่ำรวยกับยากจน มีความแตกต่างกันมาก เป็นเหตุให้อัตราการได้รับวัคซีนในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกัน“หมอนิธิพัฒน์” ชี้ผู้ติดเชื้อใกล้พีกด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุร ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ตัวเลขวันนี้ (5 มี.ค.) นับว่าทรงๆ เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ในการประชุมเตรียมความพร้อมทางการแพทย์มีการคาดการณ์จากหลายสำนักว่าจุดพีกจะอยู่ตรงไหนและเท่าไร ส่วนใหญ่ชี้ไปที่ปลายมีนาถึงกลางเมษา และยอดอาจถึงแสนกว่า แต่สำนักนั่งเทียนโดยเวชญาณ เห็นว่าตัวเลขทางการที่นำมาใส่สูตรต่างๆ ความน่าเชื่อถือต่ำ ทั้งไม่รวม ATK บ้าง รวมไม่หมดบ้าง หรือรวมช้าไปบ้าง ส่วนคำทำนายส่วนตัวใช้ยอด RT-PCR คูณสี่ ดังนั้นใกล้ถึงหรือถึงยอดภูกระดึงแล้ว เตียงตึงมือ–ติดยกครัวพุ่งรศ.นพ.นิธิพัฒน์ระบุด้วยว่า ส่วนเรื่องเตียงรับผู้ป่วยโควิดอาการรุนแรงตึงมือมากใน กทม. ซึ่งข้อมูลทางการของฝ่ายบริหารตามฟอร์มว่ายังไหว แต่สำหรับฝ่ายบริการหน้างานจริงว่าหนักหนา และเป็นเช่นนี้อีกในบางจังหวัด ส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม หนักจากโรคอื่นไม่ใช่จากโควิดโดยตรง แต่ที่ล้นเกินจนสายไหม้คือผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยและต้องการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน ข้อสังเกตในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการติดเชื้อกันแบบยกครัวมากขึ้น แค่ครอบครัวมากินข้าวร่วมกันในวันหยุด หรือเพื่อนสนิทนัดไปกินข้าวกันนอกบ้าน หรือลูกหลานมาเยี่ยมบุพการีแล้วมีการโอภาปราศรัยทักทายกันใกล้ชิด ผ่านไปสองสามวันเริ่มมีบางคนเป็นหวัดและตรวจพบติดเชื้อโควิด ต่อมาไม่เกินห้าวันคนที่อยู่ในข่ายเกือบทั้งหมดติดเชื้อตามๆกันมาสายพันธุ์ BA.2 จ่อแซง BA.1รศ.นพ.นิธิพัฒน์ระบุอีกว่า ทำให้คาดว่าน่าจะเกิดจากการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งขณะนี้กำลังจะเบียดแซง BA.1 อยู่รอมร่อแล้ว เจ้าตัวย่อยนี้มีคุณสมบัติติดง่ายขึ้น แต่ในแง่ความรุนแรง ข้อมูลเบื้องต้นจากบ้านเราเอง และข้อมูลจำนวนมากจากหลายประเทศ พบว่าไม่ได้แตกต่างกับสายพันธุ์ย่อยที่นำมาก่อน สำหรับ BA.3 ทั่วโลกกำลังจับตากันอยู่ รวมถึงภายในประเทศเราเองด้วยสธ.ปลื้มไทยรับมือโควิดได้ดีมากขณะเดียวกัน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดทีมวิจัยกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินผลการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในระดับประเทศ และในระดับพื้นที่ จำนวน 8 พื้นที่หลัก และ 44 พื้นที่ย่อย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย การเตรียมความพร้อมและมาตรการสำคัญในการรับมือสถานการณ์ในระยะถัดไปจนเข้าสู่การยุติการระบาด โดยประเมินตามสมรรถนะหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO) และถอดบทเรียน ทบทวนหลังปฏิบัติงาน พบว่า 1.ประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุขมีสมรรถนะและการรับมือสถานการณ์อยู่ในระดับดีมาก ใน 7 องค์ประกอบหลัก เช่น ภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ กำลังคน ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน ระบบบริการ การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ คาดเข้าสู่โรคประจำถิ่น ก.ค.นี้2.ขณะนี้สถานการณ์ส่วนใหญ่ทั่วโลกและประเทศไทย อยู่ในระยะการปรับตัวเข้าสู่การยุติการระบาดใหญ่เป็น “โรคประจำถิ่น” จากปัจจัยของเชื้อที่ลดความรุนแรงลงมาก โดยขณะนี้สถานการณ์อยู่ในระยะทรงตัวและชะลอการเพิ่มจำนวน คาดว่าจะดีขึ้นตามลำดับและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในต้นเดือนกรกฎาคม 2565 นี้ ซึ่งปัจจัยสำคัญในการยุติการระบาดใหญ่คือระดับภูมิคุ้มกันต่อโควิด- 19 ของประชาชน ดังนั้น ต้องขอความร่วมมือประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิตลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะลดโอกาสเสียชีวิตลงได้ถึง 41 เท่า รวมถึงยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อลดและชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่“เตียง–ยา–วัคซีน” มีเพียงพอโฆษก สธ.กล่าวอีกว่า 3.ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข เช่น ระบบป้องกันควบคุมโรค บุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยมีความพร้อมในการรับสถานการณ์ แต่ต้องปรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในลักษณะเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อทั่วไป โดยผู้ที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยให้รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ดูแลตนเองที่บ้าน และรับเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ในกรณีที่มีอาการรุนแรง หรือเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค จะเน้นการสอบสวน ควบคุมการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน เฝ้าระวังสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์และเพิ่มความรุนแรง และพิจารณาการให้วัคซีนในระยะถัดไป เป็นการให้วัคซีนประจำปีในกลุ่มเสี่ยงคล้ายการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เร่งพัฒนาระบบสาธารณสุขในเขตเมืองขนาดใหญ่ เช่น กทม. โดยเฉพาะระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้มแข็ง จิตอาสา อาสาสมัครสาธารณสุขระดับพื้นที่ ให้เหมาะสมกับบริบท ส่งเสริมพัฒนากลไกการบริหารจัดการ ความร่วมมือในการดำเนินงานจากทุกภาคส่วนให้เป็นทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ 4.ระบบเวชภัณฑ์ ยา วัคซีน สามารถบริหารจัดการได้ดี มีจำนวนเพียงพอ 5.ต้องเร่งพัฒนาระบบการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ทันสมัยและเป็นเชิงรุก ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่ออื่นๆ ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงบริหารจัดการข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็น “โรคประจำถิ่น” โดยสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว ทั้งในภาคประชาชน สังคม วัฒนธรรม การใช้ชีวิตรูปแบบวิถีใหม่ ใกล้ยุติการระบาดใหญ่นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า หากเทียบเคียงกับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะนี้เป็นการเข้าสู่การยุติการระบาดใหญ่ และปรับตัวไปเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งวิกฤติโรคโควิด-19 ครั้งนี้จะสิ้นสุดลงได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งการบริหารจัดการและมาตรการในระดับชาติและพื้นที่ พลังความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และที่สำคัญคือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากประชาชนแยกห้องสอบเด็กติดโควิดส่วนที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อช่วงสายวันที่ 5 มี.ค.นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยหลังมาตรวจการจัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ปีนี้มีผู้เข้าสอบ 11,854 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ ขณะที่รับนักเรียนได้ 1,520 คน ว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างเคร่งครัด และการสอบครั้งนี้มีนักเรียนติดเชื้อโควิด 52 ราย โรงเรียนได้เตรียมแผนรับมือโดยการจัดสนามสอบเฉพาะให้ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน มีเจ้าหน้าที่และแพทย์เฉพาะทางดูแลเป็นพิเศษ ส่วนที่สนามสอบเมืองทองธานี ตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิพบนักเรียนมีไข้สูง 1 ราย ทางโรงเรียนได้แยกนักเรียนไปสอบในห้องสอบเฉพาะที่ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม เราจะถอดบทเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มาเป็นโมเดลในการรับนักเรียน ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รวมถึงขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆทั่วประเทศต่อไป ยืนยันว่าการรับนักเรียนปีการศึกษา 2565 เด็กจะมีที่นั่งเรียนทุกคนอย่างแน่นอน