ภาวะเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายภูมิ มูลศิลป์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ประสานมิตร) ฉายภาพให้ ทีมข่าวการเมือง เห็นถึงปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อนร่วมของโลกใบนี้ หลังฝ่ายค้านจัดทัพอภิปรายทั่วไปรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2 วัน 2 คืน หวังสร้างผลสะเทือนทางการเมืองถึงขั้นนายกฯ ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภาเพราะฝ่ายค้านตอกย้ำซ้ำๆในมิติเศรษฐกิจ-มิติจัดการวิกฤติโควิด-19 เน้นให้เห็นถึงความล้มเหลว อีกฝ่ายมองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลทั่วโลก“สภาวะทางเศรษฐกิจที่เริ่มย่ำแย่ตกต่ำไปมากกว่านี้ จะเป็นชนวนระเบิดเวลาของความไม่พอใจ นำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งหรือต้องเปลี่ยนแปลงหรือขยับอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นแม้รัฐบาลพยายามประคองตัว หวังว่าโอมิครอนจะเป็นจุดจบของโควิด และเริ่มเปิดประเทศได้เหมือนหลายประเทศที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แต่ความบอบช้ำที่ผ่านมา 2 ปีกว่า คนที่ได้รับผลกระทบสะสมความไม่พอใจเรื่อยๆ มันก็เป็นระเบิดเวลาที่รอวันสุกงอมและระเบิดออกมา”ยิ่งมองการเมืองในปัจจุบัน เห็นแววบางอย่างมาสักระยะที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต ไล่เรียงตั้งแต่ ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้งซ่อมชนิดไม่เกรงใจกัน องค์ประชุมสภาล่มเกือบ 20 ครั้ง รัฐมนตรีบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุม ครม.เห็นมิติต่อรองทางการเมือง-ต่อรองอำนาจ-ต่อรองผลประโยชน์เป็นรอยปริที่รอสุกงอม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฉะนั้นหลังการอภิปรายทั่วไป รัฐบาลคงประเมินสถานการณ์แล้วดึงลากไปเรื่อยๆ รอจนกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสร็จ ถึงประเมินสถานการณ์อีกทีแม้สถานการณ์สุกงอมจริง รัฐบาลก็ยังคงอยู่ได้ทีมการเมือง ถามว่า มวลชนเยาวชนจะไม่เคลื่อนไหว รัฐบาลร่อแร่ ภาวะเศรษฐกิจกำลังตกต่ำหนัก ห่วงสถานการณ์วนลูปประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนายภูมิ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการพฤษภาประชาธรรม ซึ่งนักวิชาการที่เดินบนสายปรองดองมาตลอด อาทิ อนุกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ มีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ เป็นประธาน บอกว่า......เหตุการณ์พฤษภา 35 ยังไม่จบสมบูรณ์ โดยญาติวีรชนพฤษภาประชาธรรมตั้งโจทย์ครบรอบ 30 ปีพฤษภา 35 ควรถอดบทเรียน-บันทึกความทรงจำ และเดือน มิ.ย.ครบรอบ 90 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ต่อจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มองภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันพร้อมวาดภาพที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคต กลุ่มเป้าหมายมีทั้งในส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ปี 35 จนถึงปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นผู้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคมในอนาคตภายใต้ธีม เรียนรู้-เข้าใจ-ให้อภัย-จดจำโดยเริ่มจากเปิดพื้นที่การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นมีรากเหง้าอย่างไร การเข้าใจระหว่างฝ่ายต่างๆ ฝ่ายหนึ่งอาจเข้าใจเรื่องผู้ชุมนุมอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจการใช้อำนาจรัฐแบบหนึ่งก็ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกัน สุดท้ายแล้ว ตัวเองก็เป็นผู้สูญเสียทั้งสิ้นและประเทศได้รับผลกระทบการให้อภัยบนสถานการณ์มิติความขัดแย้งขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ และมีท่าทีไร้ขอบเขต ทั้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ แย่งชิงทรัพยากร เจเนอเรชันที่แตกต่างกันฉะนั้นพอได้เรียนรู้ เข้าใจ น่าจะให้อภัยอะไรบ้าง ตรงนี้ได้นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 หรือญาติพฤษภาประชาธรรมมาขึ้นเวทีคนเหล่านี้เป็นผู้เสียหายมีความชอบธรรมมากที่สุดจะบอกว่า ให้อภัยกับใครหรือให้อภัยต่อผู้ที่กระทำท่ามกลางกองเชียร์ที่มักถามว่า ให้อภัยกับใคร ยกโทษให้ใคร ทั้งหมดเหล่านี้ญาติวีรชนพฤษภา 35 จะเป็นผู้ออกมาพูดแล้วก็มาถึงประเด็นการจดจำ ยอมรับสิ่งที่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำในอนาคตหยุดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง “ยึดอำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง เกิดความขัดแย้ง สร้างเงื่อนไขให้ทหารยึดอำนาจซ้ำวนลูปเป็นวงจรแบบนี้ สิ่งที่น่าเศร้าใจ คือเราอาจไม่ได้เรียนรู้ ไม่เคยทราบว่าในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่างไรหวังว่าการเรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัย จดจำ เป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างการตระหนักถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ควรเกิดขึ้นอีกแถมสร้างรอยต่อระหว่างคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งคนทั้ง 2 รุ่นอาจมองกันและกันด้วยความเห็นที่แตกต่างทั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”ฉะนั้นวันที่ 23 ก.พ.นี้ ครบรอบ 30 ปี รสช.ยึดอำนาจ เริ่มกิจกรรมภายใต้หัวข้อ “ประสานมิตร ถอดบทเรียนรัฐประหาร” ที่ มศว ประสานมิตรหลังจากนั้นมีกิจกรรมทุกเดือน เช่น เดือน พ.ค.65 ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตรง สน.ชนะสงคราม หวังว่าเป็นงานใหญ่เทียบเท่ากวางจู เกาหลีใต้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ให้ประชาชนหันมามองมากยิ่งขึ้นว่า ความขัดแย้งนั้นจุดจบมันไปทางไหน อาจใช้เหตุการณ์ในอดีตเป็นตัวมองว่า ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ปัจจุบันเดินหน้าต่อ มันมีจุดจบอย่างไร โดยมีคนหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มคอนเซอร์เวทีฟ อาจมีความกลัวในการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง กลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วชนิดเอ็กซ์ตรีมขณะที่เดือน มิ.ย.65 เปิดพื้นที่เซฟโซนที่ มศว ประสานมิตร ให้คนรุ่นใหม่ ทั้งนักศึกษา ประชาชนทั่วไปได้แสดงออก มาแลกเปลี่ยนภาพอนาคตในมิติเชิงวิชาการทำให้คนที่สนใจมีโอกาสได้เรียนรู้ และสามารถคาดเดาได้ว่า ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ขัดแย้งเดินหน้าต่อไปมีโอกาสเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้หลังการอภิปรายทั่วไป สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจบนความนิ่งของกองทัพ มีโอกาสเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย นายภูมิบอกว่า ที่เรากลัวคือเค้าลางความรุนแรง จึงพยายามออกมาทำเท่าที่จะทำได้เพราะประเด็นขัดแย้งขยายมากขึ้น ความขัดแย้งซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตัวละครที่ออกมาเล่นเพิ่มขึ้น สถาบันหลักถูกดึงมาเป็นปัจจัยทางการเมืองฉะนั้นภาคประชาชนควรเรียนรู้ว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการแย่งอำนาจทางการเมืองระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจของนักการเมือง ซึ่งมีงานวิจัยของสภาพัฒนาการเมืองรองรับ ไม่ได้อ้างขึ้นมาลอยๆสิ่งที่ต้องสังเกตคือสิ่งที่เขากระตุ้นเรียกร้องมวลชนทั้งหลายจะพบว่า เป็นการแก้ไขกระบวนการการก้าวเข้าสู้ตำแหน่งของนักการเมืองเป็นสำคัญ เราย้อนไปดูได้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองแน่นอนธงที่ชูต่อสู้กับรัฐบาลสมัยก่อน เป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ต่อมาเป็นเรื่องสถาบันแต่ถ้าดูเบื้องหลังไปไกลๆ ย่อมพบว่า เป็นกระบวนการทางรัฐศาสตร์ที่เรียกว่าโพลิทิคอล เทิร์นโอเวอร์ การเอาตัวไปอยู่ในตำแหน่งและเอาคนอื่นที่อยู่ในตำแหน่งออกจากตำแหน่งฉะนั้นก็ต้องสร้างกติกาที่เอื้อต่อฝ่ายตัวเองมากที่สุด อีกฝ่ายก็พูดถึงคำว่า เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ในบทความอิโคโนมิกอ้างอิงถึงหลายคนในต่างประเทศพูดตรงกันว่า คำเหล่านี้ถูกด้อยค่าลงเพราะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่ม เครื่องมือเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้ในประเทศไทย สิ่งที่น่ากลัวคือ มันเกิดขึ้น เป็นบทเรียนในต่างประเทศกลับมาเป็นประวัติศาสตร์ในชาติของเราเพราะไม่ได้ถอดบทเรียน-เรียนรู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้วงจรแย่งชิงอำนาจยังวนเวียนอยู่ในประเทศไทย.ทีมการเมือง