แห้วไปอีกครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย จำต้องถอนออกจากวาระการประชุม ครม.อีกครั้งวันอังคาร แผนต่ออายุสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) 70 สถานี 68.25 กม. ออกไปอีก 30 ปี ถึงปี 2602 เมื่อ 7 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม พร้อมใจกันยื่นใบลาประชุม ครม.ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงจุดยืน คัดค้านการต่ออายุสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสออกไปอีก 30 ปี ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. เมื่อเดือนเมษายน ปี 2562 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.การถอนวาระ ต่ออายุสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส ออกจาก ครม. ครั้งนี้ เป็นการถอนครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เพียรเสนอมาตั้งแต่ปี 2563 ล่าสุดมีการเสนอ ครม. เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 แต่ก็ต้องถอนออกจากวาระอย่างกะทันหัน7 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ลาการประชุมยังไม่พอ ยังส่งเอกสารเสนอความเห็นเพิ่มเติมให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ตอบอีกด้วยว่า รายละเอียดที่เสนอ ครม.ยังเป็นข้อมูลเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างและที่ดินตลอดแนวโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 2 ช่วง ยังคงเป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่มีการโอนไปยัง กทม. เนื่องจากยังไม่มีการจ่ายค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้าง และประเด็นเรื่อง การคำนวณค่าโดยสาร และ การรองรับระบบตั๋วร่วม รวมทั้งความชัดเจนในข้อกฎหมายเรื่อง ค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย ที่ กทม. และ กระทรวงมหาดไทย เสนอในการต่ออายุสัญญาไปอีก 30 ปีนั้น กระทรวงคมนาคม เห็นแย้งว่า เป็นราคาที่สูงเกินไป เป็นภาระประชาชน ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็ระบุชัดเจนให้คำนึงถึงการประหยัดค่าโดยสารของประชาชนดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เคยแสดงความเห็นในหลายเวที ให้โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวคืนให้กับ รฟม. จะทำให้ค่าโดยสารถูกลง ทุกวันนี้คนกรุงใช้รถไฟฟ้า 2 ระบบ คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียว และ รฟม. ทำให้ ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าแรกเข้าถึง 2 ครั้งในการเดินทางครั้งเดียว แต่ต้องเปลี่ยนสาย ทำให้ค่าโดยสารแพงเกินไปคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล ก็ออกมาแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับภูมิใจไทยว่า ไม่ควรขยายสัญญาสัมปทานจากสัญญาปัจจุบันออกไป คน กทม.เผชิญกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงเพราะสัญญาสัมปทานที่พัวพันกันกว่า 10 ฉบับ ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเวลาเดินทางที่ต้องเปลี่ยนเส้นทาง เปลี่ยนสีก็ต้องจ่ายค่าแรกเข้าใหม่ ทำให้ค่าโดยสารแพง การที่จะต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะหมดสัญญาในปี 2572 จากวันนี้ออกไปเป็น 37 ปี ไปสิ้นสุดปี 2602 ต้องทำให้มั่นใจในเรื่อง ตั๋วร่วม ค่าโดยสารร่วม ซึ่งยังไม่มีในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มีนโยบาย ให้ประชาชนในกรุงโซลที่เป็นเมืองหลวงออกไปอยู่ชานเมืองเพื่อลดความแออัดไปอยู่บ้านชานเมืองค่าครองชีพถูกกว่าเมืองหลวง เขาจึงกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าจากในเมืองวิ่งไปสู่ชานเมืองให้มีราคาถูกมาก ถูกกว่าค่าโดยสารระยะสั้นในเมืองหลวง ยิ่งนั่งไกลออกไปจากตัวเมืองเท่าไหร่ ค่าโดยสารก็ยิ่งถูกลงมากเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนไปอยู่ชานเมือง แต่รถไฟฟ้ากรุงเทพฯเมืองหลวงของไทย ยิ่งนั่งไกลค่าโดยสารยิ่งแพง ทำให้คนที่อยู่ชานเมืองมีภาระค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงกว่าคนในเมือง เป็นการบริหารประเทศที่ผิดหลักการอย่างยิ่ง แถมยังต้องจ่ายค่าแรกเข้าเพิ่มอีกทุกครั้งที่เปลี่ยนสายรถไฟฟ้าเป็นการเอาเปรียบประชาชนโดยตรงประเทศที่ผู้บริหารเจริญแล้ว เขาบังคับให้รถไฟฟ้าทุกสายต้องใช้ระบบตั๋วร่วม จ่ายค่าแรกเข้าครั้งเดียว ไม่ต้องจ่ายทุกครั้งที่เปลี่ยนสายแบบเมืองไทยก็หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเข้าใจพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนในเมืองเขามีเพื่ออะไร คำสั่ง คสช.ฉบับเดียวทำวุ่นมา 3 ปีกว่าแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”