แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำแล้วคว่ำอีก แต่นักประชาธิปไตยก็ยังไม่ย่อท้อ ยังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาสู้ต่อ นักต่อสู้คนล่าสุด ได้แก่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. ปัจจุบันผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมารณรงค์ เชิญชวนนักการเมืองและประชาชนให้ร่วมแก้ไขแค่มาตราเดียวนั่นก็คือมาตรา 272 หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะให้ 250 ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร คสช. มีสิทธิเลือกหัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นกลไกสืบทอดอำนาจ อาจลากยาวไปถึงปี 2570 รวมเป็น 13 ปี นับแต่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 เชื่อว่าเป็นบทเรียนที่ได้จากรัฐประหาร2549คมช. คือคณะรัฐประหารที่ยึด อำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และรีบคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 หลังยึดอำนาจไม่ถึงปี ตามด้วยการเลือกตั้ง แม้ คมช.จะตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่กลายเป็นพรรคที่ได้ ส.ส. “ต่ำสิบ” เพราะไม่มีมาตรา 272กลายเป็นรัฐประหารที่ “เสียของเปล่า” เป็นบทเรียนของคณะรัฐประหาร คสช. ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 แต่อีก 3 ปี จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และเลือกตั้งในอีก 5 ปี แม้พรรคของ คสช.จะแพ้เลือกตั้ง แต่มี 250 ส.ว. ที่แต่งตั้งช่วยเลือกหัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ซ้ำยังเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. อย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 84 คนขึ้นไป แต่ในการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยองค์กรภาคประชาชนครั้งล่าสุด ได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.แค่ 3 เสียง การแก้ไขคราวนี้ นายสมชัยแถลงว่าจะล่าชื่อประชาชนเข้าร่วมอย่างน้อย 70,000 ชื่อการรวบรวมชื่อประชาชน 70,000 คน ไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง เพราะคณะก่อนๆเคยรวบรวมได้นับแสนชื่อ แต่การแก้ไขก็ถูกคว่ำอยู่ดี จากพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว. คราวนี้คณะผู้รณรงค์อาจคาดหวังจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทยรวมทั้งพรรคประชาชาติ และพรรคขนาดจิ๋วอื่นๆ การลงมติแก้ไขรัฐธรรม นูญครั้งนี้ จะพิสูจน์ธาตุแท้ของนักการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย ครึ่งใบ หรือระบอบประยุทธ์ หรือจะเป็นผู้พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน.