กองปราบฯรวบนักธุรกิจเก๊ ตีสนิทต้มหมอศัลยกรรมความงามสาวจนเปื่อย อ้างรวยอยู่แวดวงไฮโซ จนฝ่ายหญิงหลงเชื่อคบหา จากนั้นเริ่มปอกลอก ชวนร่วมลงทุนซื้อคอนโดฯหรูกลางเมืองหมดไปกว่า 16 ล้าน ต่อมาชวนทำธุรกิจซื้อขายรถซุปเปอร์คาร์ร่วมกัน ต้องลงทุนอีก 20 ล้านบาท มารู้ทีหลังทุกอย่างโกหกทั้งเพ คอนโดฯหรูก็แค่เช่าอยู่ รถซุปเปอร์คาร์ก็ไปเช่ามาโชว์ แต่ยังเสียงแข็งให้การปฏิเสธไฮโซนักธุรกิจเก๊ล่อลวงแพทย์หญิงสูญเงินหลายสิบล้านรายนี้ เปิดเผยขึ้นที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึก และ พ.ต.ต.ธีระยุทธ ไทยราช สว.กก.5 บก.ป.พร้อมกำลังจับกุมนายวสันต์ เทียมศิริ อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1947/2564 ลงวันที่ 17 พ.ย.2564 ข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม และข้อหาฉ้อโกง จับกุมบริเวณถนนนราธิวาสเจ้าพระยา แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม.สืบเนื่องจากประมาณปี 2550 นายวสันต์ที่เดิมทีไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง มีพฤติกรรมอ้างตัวเป็นนักธุรกิจอยู่ในแวดวงสังคมไฮโซ ก่อนตีสนิทแพทย์หญิงคนหนึ่งที่เป็นหมอศัลยกรรมความงามในพื้นที่กรุงเทพฯ พูดคุยจนสนิทสนมเริ่มคบหากัน เมื่อเห็นว่าเหยื่อเริ่มตายใจนายวสันต์ออกอุบายชักชวนให้นำเงินมาลงทุนซื้อห้องชุดคอนโดมิเนียมหรูย่านปทุมวันและราชเทวีอาศัยอยู่ด้วยกัน เงินที่เหยื่อทยอยผ่อนชำระต้องผ่านตัวเองรวมเป็นเงินกว่า 16 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังชักชวนให้นำเงินไปลงทุนธุรกิจซื้อขายรถหรูและรถซุปเปอร์คาร์มือสอง อาทิ ลัมโบร์กินี ปอร์เช่ เมอร์เซเดสเบนซ์ และบีเอ็มดับเบิ้ลยูอีก 20 ล้านบาท อ้างเอากำไรมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนออกเงินลงทุน ส่วนตัวนายวสันต์เป็นคนบริหารจัดการ ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายจึงยอมทำตามต่อมาผู้เสียหายตรวจสอบพบว่า ทั้งหมดเป็นการกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินจากตนเอง เนื่องจากไม่มีการซื้อคอนโดฯจริง เป็นเพียงการเช่าอยู่อาศัย เช่นเดียวกับการลงทุนธุรกิจการซื้อขายรถหรูมือสอง ไม่มีการนำเงินที่ผู้เสียหายมอบให้ไปทำธุรกิจซื้อขายรถ แต่นำเงินไปเช่ารถหรูจากร้านเช่าแล้วนำมาแอบอ้างเพื่อให้หลงเชื่อว่า นำเงินไปลงทุนจริง รวมความเสียหายที่ถูกหลอกทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 36 ล้านบาท หลังทราบความจริงเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.จนศาลอนุมัติหมายจับและจับกุมตัวดังกล่าวสอบสวนเบื้องต้น นายวสันต์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาเคยก่อเหตุคดียักยอกทรัพย์มูลค่า 900,000 บาทมาแล้ว เบื้องต้นควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป