บรรยากาศการขยับขยายมนุษยชาติสู่ห้วงอวกาศยังเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. องค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ได้ประกาศรายชื่อกลุ่มบริษัทเอกชน ที่จะได้รับเงินสัมปทานจากนาซา เพื่อสร้างสถานีอวกาศแห่งใหม่บนวงโคจร ที่เชื่อว่าจะมาแทนที่สถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ที่คาดว่าจะหมดอายุขัยการใช้งานภายในปี 2573นายบิล เนลสัน ผู้อำนวยการนาซา เผยว่านาซาได้ตัดสินใจเป็นหุ้นส่วนกับเอกชนในการพัฒนาจุดหมายปลายทางบนอวกาศ ที่ผู้คนจากโลกสามารถเดินทางไปเยี่ยมเยียน อยู่อาศัย หรือทำงาน ซึ่งจะทำให้นาซ่าต่อยอดแผนการปูทางสู่อวกาศเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ และกระตุ้นการทำธุรกิจด้านอวกาศ พร้อมยืนยันว่า สัมปทานโครงการจะไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณนาซาสำหรับบริษัท บลู ออริจิน ของเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งบริษัทสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่ “แอมะซอน” จะได้รับสัมปทาน 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4,290 ล้านบาท หลังเสนอแผนร่วมกับบริษัทด้านอวกาศเซียร์รา สเปซ ในการสร้างสถานีอวกาศชื่อ “ออร์บิทัล รีฟ” (Orbital Reef) รองรับคนได้ 10 คน มีจุดประสงค์ในการวิจัยด้านสภาวะเกือบไร้น้ำหนัก การผลิต ภายใต้คอนเซปต์ “สวนแห่งธุรกิจในอวกาศ”ขณะที่บริษัท นาโนแรคส์ ซึ่งมีโครงการพัฒนาร่วมกับบริษัท โวเยเจอร์ สเปซ และบริษัท อาวุธล็อกฮีด มาร์ติน ในการสร้างสถานีอวกาศ “สตาร์แล็บ” (Starlab) มีจุดประสงค์เพื่อวิจัยงานด้านชีวภาพ การอยู่อาศัยในอวกาศ การทดลองด้านฟิสิกส์ จะได้รับสัมปทาน 160 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5,280 ล้านบาทส่วนบริษัท นอร์ทธรอป กรัมแมน ผู้ผลิตรายใหญ่ด้านยุทโธปกรณ์การรบ จะได้รับสัมปทานมูลค่า 125.6 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,144 ล้านบาท โดยทางบริษัทได้มีการพัฒนายานอวกาศ “ซิกนัส” (Cygnus) สำหรับขนส่งเสบียงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ พร้อมพัฒนาสถานีอวกาศที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่มีจุดประสงค์สำหรับงานวิทยาศาสตร์ การท่องเที่ยว และการทดลองด้านอุตสาหกรรมทั้งนี้ สถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือทางอวกาศ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย มีกำหนดระยะเวลาความปลอดภัยถึงปี 2571 ขณะที่นาซาประเมินว่าจะใช้งานได้ถึงปี 2573 แต่หลังจากนั้นจะให้เอกชนเป็นผู้พัฒนาสถานีอวกาศมาทดแทน.