การพัฒนาสร้างหุ่นยนต์ออกมาใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คน จริงๆแล้วมีกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ที่โลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ อย่างโควิด-19 ทำให้เห็นการพาเหรดของบรรดาหุ่นยนต์นานาประเภทออกมาปฏิบัติหน้าที่อย่างหลากหลาย เพื่อช่วยเบาแรง ผ่อนกำลัง ทำให้มนุษย์สะดวกสบายคล่องตัว แถมยังลดความเสี่ยงในการสัมผัสระหว่างมนุษย์ด้วยกันทว่าการที่หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ในสภาพ แวดล้อมจริงที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่ตามมาก็คือการสื่อสารและการร่วมมือระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่และอย่างไร เรื่องดังกล่าวทำให้นักวิจัยจากวิทยาลัยแฟรงคลินและมาร์แชล ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา พยายามพัฒนาเครื่องมือคำนวณที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ ช่วยเหลือทางสังคมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นก็คือ หุ่นยนต์จะ สามารถประมวลผลสัญญาณการแสดงออกทางสังคมในแบบอวัจนภาษาที่มนุษย์มอบให้และหุ่นยนต์ก็จะตอบสนองตามนั้น เจสัน อาร์.วิลสัน หนึ่งในนักวิจัยเผยว่า เขาสนใจออกแบบหุ่นยนต์สำหรับช่วยผู้คนในการงานประจำวัน เช่น ทำอาหารเย็น เรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือประกอบเฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่ได้อยากให้หุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ที่ช่วยงานเหล่านี้ แค่อยากมีหุ่นยนต์มาเสริมความช่วยเหลือแก่มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การที่มีแรงงานมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะช่วยงานได้นักวิจัยอธิบายว่าเมื่อมนุษย์ต้องการความช่วยเหลือในงานที่กำหนดขึ้น พวกเขาสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างชัดเจน หรือสื่อว่าพวกเขากำลังดิ้นรนต้องการความช่วยเหลือผ่านการแสดงสีหน้าและภาษากาย หรืออาจเป็นกลวิธีโดยนัยอื่นๆที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อสารว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ โดยเกี่ยวข้องกับการใช้วิธีสบตา เช่น คนคนหนึ่งอาจมองงานที่พวกเขาทำอยู่ จากนั้นก็หันไปมองคนที่พวกเขาอยากให้มาช่วย แล้วมองย้อนกลับไปที่งานนั้น ซึ่งรูปแบบการจ้องมองแบบนี้เป็นการจ้องมองเพื่อยืนยัน และใช้เพื่อขอให้อีกฝ่ายมองสิ่งที่ตนกำลังมองเทคนิคดังกล่าวถูกนำไปพัฒนากับหุ่นยนต์ให้ประมวลผลสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการมองตาโดยอัตโนมัติในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ โดยหุ่นยนต์จะสามารถวิเคราะห์ตัวชี้นำประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและรูปแบบการจ้องมองของมนุษย์เพื่อพิจารณาว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากหุ่นยนต์หรือไม่ไม่แน่ว่าคนเราอาจสื่อสารกับหุ่นยนต์ผ่านอวัจนภาษาได้ในอนาคตอันใกล้นี้.ภัค เศารยะ