ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่จุดประกายความหวังว่าโลกอาจพ้นวิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศ เมื่อ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา” ออกโรงประกาศแผนลดการปล่อยก๊าซมีเทน 30% ภายในปี 2030 ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจาก 90 ประเทศใน COP 26 ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้กุมเศรษฐกิจโลก โดยครึ่งหนึ่งที่ขานรับจุดยืนนี้ติดโผ 30 อันดับแรกของประเทศที่สร้างมลภาวะให้โลกมากที่สุดกระนั้น ชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจคู่ปรับใหญ่ ที่มีประชากรมากที่สุดในโลก อย่างเช่น จีน, อินเดีย และรัสเซีย กลับไม่ยอมลงนามในความตกลงนี้ แถมผู้นำจีนและรัสเซียก็ด้อยค่า COP 26 ด้วยการไม่เดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดดังกล่าว แต่เลือกจะส่งคณะผู้แทนมาร่วมพูดคุยแทน และเข้าประชุมทางไกลในบางหัวข้อ สวนทางกับผู้นำกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ต่างดี๊ด๊าที่ได้มารวมตัวกัน ณ เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา“ในขณะที่จีนกำลังพยายามก้าวเข้ามามีบทบาทใหม่ในฐานะมหาอำนาจโลก แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กลับไม่ปรากฏตัว ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่” ช่างกล้า!! ผู้นำสหรัฐอเมริกาวิจารณ์ผู้นำจีนอย่างไม่ไว้หน้าและทำตัวเป็นฮีโร่กู้วิกฤติโลกร้อน ทั้งๆที่ปัจจุบันอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ตามมาด้วยสหภาพยุโรป, อินเดีย และรัสเซียใช่ว่าผู้นำจีนจะไม่แคร์โลกร้อน เพราะเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน” เคยประกาศว่าจีนพร้อมขานรับเป้า “Net Zero” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน 100% ภายในปี 2060 โดยมีแผนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงเพดานสูงสุดให้ได้ก่อนปี 2030 ผู้นำจีนยังออกแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรถึงการประชุม COP 26 โดยเรียกร้องให้ทั่วโลกแสดงความสามัคคีและลงมือทำจริง เพื่อจัดการวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเน้น 3 ข้อเสนอแนะเร่งแก้ปัญหาโลกร้อน คือการรักษาฉันทามติเดิม, ลงมือปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้าน “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย” ก็ประกาศในที่ประชุมพลังงานระหว่างประเทศว่า รัสเซียจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ไม่เกินปี 2060“ความเป็นกลางทางคาร์บอน” คือ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ โดยมี 2 แนวทางด้วยกัน คือการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา โดยการชดเชยคาร์บอนเครดิต เช่น การปลูกป่าเพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ อีกแนวทางได้แก่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ต้น โดยยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน, น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, แร่นิวเคลียร์ แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียน 100% พร้อมกับการขยายประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยยกระดับทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้า แต่รวมถึงการขนส่ง, อาคารบ้านเรือน, โรงงานอุตสาหกรรม และในชีวิตประจำวันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคำมั่นสัญญาของผู้นำโลกเป็นแค่ลมปากเพื่อสร้างภาพ!! “เจนนิเฟอร์ มอร์แกน” ผู้อำนวยการบริหาร “กรีนพีซ สากล” องค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทรงอิทธิพลของโลก เตือนว่า COP ที่ปารีส เมื่อปี 2015 คืองานหมั้น ตอนนั้นเราตั้งเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่รัฐบาลทั่วโลกที่ลงนามไว้ก็ยังไม่ทำอะไรเลยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามคำมั่นสัญญา ถ้าจะเปรียบ COP 26 เป็นงานแต่ง ก็ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกต้องตกลงกันให้ได้ว่าจะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสนั้นอย่างไร และลงมือทำจริง เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นเกี่ยวกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ทั้งสาเหตุ, ผลกระทบ, กลลวง และทางออก แต่สิ่งที่ขาดคือความจริงใจที่จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัยขึ้น รัฐบาลล้าหลังอย่าง ออสเตรเลีย, บราซิล และซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมประชุม COP 26 พร้อมกับแผนการพลิกให้การเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศถอยหลังกลับ บริษัทและรัฐบาลใดๆที่คิดจะเป็นแนวร่วมกับรัฐบาลเหล่านี้ ควรรู้ไว้ว่าคุณจะถูกเปิดโปงและไม่ได้รับการให้อภัยจากชาวโลก นี่คือบท ทดสอบสำหรับผู้นำทั้งโลกว่า จริงใจแค่ไหนกับการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน“ควีนเอลิซาเบธที่สอง” มีรับสั่งตอนเปิดประชุมว่า “หยุดเล่นการเมือง แล้วทำหน้าที่ให้สมกับเป็นรัฐบุรุษ ให้คนรุ่นหลังจารึกว่าพวกคุณคือผู้นำที่ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะสร้างอนาคตที่ให้กับพวกเขา”... ดึงสติกันหน่อย เลิกเล่นปาหี่การเมืองได้แล้ว!!มิสแซฟไฟร์