นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ตนได้มีแนวทางขับเคลื่อนการทำงาน ในช่วงเวลานับจากนี้ อาจจะมีเวลาไม่มาก ไม่ถึง 1 ปี แต่ตนจะพยายามมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร การทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ในด้านการอนุรักษ์ และพัฒนาโบราณสถาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งซึ่งจะมีการพัฒนาบุคลากร แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานกรมศิลปากร กับอีกส่วนเป็นบุคคลภายนอก ช่าง ผู้ร่วมงานกับกรมศิลปากร ให้มีแนวความคิดการทำงานในทิศทางเดียวกัน ต้องรู้ว่าทำอะไร ให้กับใคร ให้ตระหนักรู้ว่ามรดกของชาติไม่ใช่เป็นของกรมศิลปากรฝ่ายเดียว แต่เป็นของคนทั้งประเทศ ซึ่งการพัฒนาฝีมือช่างเป็นสิ่งที่สำคัญมากจะต้องพัฒนาควบคู่กับแนวคิดของช่างด้วย ทั้งนี้จะให้มีการอบรม ทั้งระยะสั้น และระยะยาว อาทิ การดำเนินงานร่วมกับยูเนสโก เพื่อให้เป็นที่ยอมรับระดับสากลอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวอีกว่า อีกส่วนที่มุ่งเน้น คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการปฏิบัติงานทั้งในการอนุรักษ์โบราณสถาน การขึ้นทะเบียน ซึ่งปัจจุบันโบราณสถานในประเทศไทยมีหลายพันแห่ง แต่ขึ้นทะเบียนได้ปีละไม่กี่แห่ง เนื่องจากความล่าช้าในขั้นตอนดังนั้น ต่อจากนี้เราจะไม่ใช้วิธีเดินสำรวจโบราณสถานอีกต่อไป แต่จะใช้เทคโนโลยีโดรน ที่สามารถกำหนดทิศทาง ตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานได้แม่นยำ มาใช้ในการทำงานการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ศาสนสถาน โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากตัวโบราณสถานในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้กับผู้ครอบครอง คนในชุมชนนั้นๆ ทำให้การขึ้นทะเบียนทำได้รวดเร็วขึ้นนอกจากนี้จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเผยแพร่ผลงานของกรมศิลปากรในทุกด้าน ทั้งการอนุรักษ์โบราณสถาน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การแสดง และจะผลักดันให้เกิดช่องทางเผยแพร่ผลงานผ่านช่องยูทูบ กรมศิลปากรในอนาคตด้วย นับเป็นมิติใหม่ของการทำงานกรมศิลปากร ที่จะต้องทำให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ให้เข้าถึงคนยุคใหม่ได้ง่ายขึ้น.