เมื่อวานนี้ในคอลัมน์ “เหะหะพาที” ฉบับวันเสาร์ หัวหน้าทีมซอกแซกได้เขียน “โหมโรง” ให้แก่เทศกาล “กินเจ 2564” ไว้แล้วเกือบครึ่งคอลัมน์ โดยหยิบยกการจัดงานของห้างในเครือ “เซ็นทรัลพัฒนา” 33 แห่งทั่วประเทศมาเป็นหนังตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้ปีนี้เทศกาลกินเจจะดูหงอยเหงาลงไปอีกเป็นปีที่ 2 หลังจากค่อนข้างเหงาเมื่อปีกลายเพราะพิษโรคระบาดโควิด-19 เป็นเหตุ...แต่อย่างน้อย ก็ยังมีผู้กล้าหาญลุกขึ้นมาจัดงาน โดยการแสดงความมั่นใจว่าจะดูแลเรื่องความ “ปลอดภัย” ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดก็ต้องขอแสดงความชื่นชมที่ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ตัดสินใจจัดงาน Thailand J Food Festival ขึ้นมาดังกล่าว...เพราะแม้จะเสี่ยงต่อการขาดทุน แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วย “เลี้ยง” กระแสของเทศกาลกินเจเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปจากความนิยมของคนไทยทำให้ยังมีข่าวคราว ยังมีการพูดถึง ยังมีการคุยกันว่าจะมีการนำ “อาหารเจ” กว่า 5,000 เมนู ทั้งระดับอินเตอร์ และระดับไทยเราเองมาจำหน่ายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลต่างๆทั่วไทยดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อชมแล้วก็ขอฝากไว้ด้วย...เนื่องจากโควิด-19 แม้จะซาลงบ้าง แต่ก็ยังน่ากลัว เพราะกลับมาติดเกินวันละ 10,000 คน อีกแล้ว หลังจากลดไปหลัก 9,000 คน ให้ชื่นใจ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ยังไงๆก็ต้องดูแลความปลอดภัยแบบเข้มข้นนะครับ เซ็นทรัลพัฒนาเมื่อฝากฝังเสร็จสรรพ ก็ขอกลับมาที่หัวข้อเรื่อง “ตำนานเทศกาลกินเจ...ก่อนจะเป็นวาระแห่งชาติ” ที่นำมาพาดหัวไว้ข้างบนคอลัมน์วันนี้ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนของตำนานกินเจในประเทศไทย และส่วนของความฮิตติดเทรนด์ ที่จู่ๆประเพณีกินผักที่ปฏิบัติกันอยู่ในช่วงปลายเดือน 10 ถึงต้นเดือน 11 ของปฏิทินจันทรคติ (ซึ่งมักจะตรงกับต้นๆ หรือกลางๆ เดือนตุลาคมตามปฏิทินสากล) ตามท้องถิ่นหลายแห่งทั่วประเทศก็กลายมาเป็นเทศกาลระดับชาติ หรือที่คอลัมน์นี้ขอเรียกอย่างล้อเลียนว่า กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างเหนือคาดหมายเมื่อผู้คนเกือบทั่วประเทศไทย ทุกๆเชื้อชาติต่างหันมา “ถือศีลกินเจ” กันอย่างหนาแน่นและกินหรือปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด จนครบ 9 วัน หรือ 10 วัน อย่างน่าอัศจรรย์ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ก่อประโยชน์แก่ชาติขึ้นถึง 2 ประการด้วยกัน...ประการแรกได้แก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการบริโภค “อาหารเจ” อันหมายถึงอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์กันอย่างแพร่หลาย...ทำให้ผัก, แป้ง หรือเครื่องปรุงอาหารต่างๆที่สอดคล้องกับกติกาว่าเป็น “อาหารเจ” จำหน่ายขายดี เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจถึงปีละเฉียด 50,000 ล้านบาท จากการประมาณการของนัก วิชาการบางสำนักส่วนทาง “สังคม” นั้นก็ถือว่าเกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้คนไทยหันมาบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศล ทำใจให้บริสุทธิ์ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแม้จะเพียงชั่วระยะหนึ่งแต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมหาศาล ในยุคที่ประเทศไทยของเรามุ่งเน้นการพัฒนาโดยยึดรายได้ต่อหัวเป็นหลัก ทำให้ผู้คนต้องดิ้นรน ต้องแข่งขัน เพื่อแสวงหารายได้ จนบางครั้งก็ลืมวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของประเทศไทยไปบ้าง เพราะมุ่งหน้าจะเอาชนะคะคานเพื่อหารายได้สูงๆ อย่างเดียวการที่จู่ๆ ก็มี “วาระแห่งชาติ” ที่เป็นเรื่อง “บุญกุศล” ดังเช่น “เทศกาลกินเจ” แทรกเข้ามาสู่ชีวิตจิตใจของคนไทย จึงถือเป็นโชคดีของประเทศอย่างมหาศาลสำหรับเรื่องราวในส่วนที่เป็น “ตำนาน” นั้น ก็คงพอจะทราบกันแล้วว่าประเพณี ถือศีลกินผัก นั้น ริเริ่มขึ้นที่ประเทศจีนในอดีตไม่ต่ำกว่า 400 ปี โดยเป็นประเพณีเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะที่เท่านั้น ไม่ใช่เป็นของชาวจีนทั้งประเทศเพราะในปัจจุบันนี้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เอง หรือในประเทศ หรือเขตปกครองที่ชาวจีนอาศัยอยู่มาก เช่น ฮ่องกง ก็มิได้มี “เทศกาลกินเจ” แต่อย่างใดจึงสันนิษฐานกันว่าประเพณีเฉพาะถิ่นดังกล่าวนี้คงจะติดตัวชาวจีนอพยพจากถิ่นนั้นๆ ในยุคแรกๆ แล้วนำไปปฏิบัติในถิ่นฐานใหม่ และยังคงมีประเพณีนี้อยู่จนถึงปัจจุบันในขณะที่ถิ่นเดิมคือที่เมืองจีนเองนั้นคงจะลืมกันไปหมดแล้ว ของไทยเราเป็นที่ทราบดีแล้วว่าประเพณีถือศีลกินเจ เริ่มขึ้นจากพี่น้องชาวจีนในภาคใต้ไม่เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น อีกหลายจังหวัด เช่น ตรัง พังงา กระบี่ ก็ล้วนมีประเพณีกินเจที่คล้ายคลึงกันแต่ที่ดังที่สุดและเป็นที่รู้จักของคนไทยมากที่สุด ก็คือภูเก็ตนั่นเองโดยเฉพาะที่หมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ ซึ่งอุดมไปด้วยเหมืองแร่ และมีชาวจีนจาก ฮกเกี้ยน และ แต้จิ๋ว จำนวนมากอพยพมาทำงานขุดแร่ตั้งแต่ช่วงปลายๆของยุคกรุงศรี อยุธยาและมาเริ่มประเพณีกินเจขึ้นที่นี่จาก “กินเจ” ท้องถิ่นขึ้นมาฮิตในระดับชาติได้อย่างไร? ยังไม่มีผู้ค้นหาคำตอบได้อย่างชัดเจน แต่พอจะจำได้ว่า กระแส “กินเจ” น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และค่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่โควิด-19 จะบุกโลกและบุกไทยครั้งแรกเมื่อปีกลายอันเป็นผลให้ความแรงของเทศกาลกินเจพลอยแผ่วลงไปด้วยรวมทั้งปีนี้ในภาพรวมก็มีรายงานว่า “เหงา” เพราะแม้แต่ “ภูเก็ต” และจังหวัดในภาคใต้หลายจังหวัดก็ออกข่าวมาว่า...มีงานน่ะมีแน่แต่จะจัดอย่างระมัดระวังและจำกัดจำเขี่ยอย่างมาก เพราะโควิด-19 ในภาคใต้ก็ยังมิได้ซาลงแต่อย่างใด ก็ไม่เป็นไรครับ...ปีกลายปีนี้มีปัญหาเราก็จัดเล็กๆ แก้ขัดไปก่อน หรือจัดแบบ “เลี้ยง” กระแส ไปก่อนอย่างที่ว่า รอปีหน้าปีโน้นสถานการณ์ เริ่มคลี่คลายเราค่อยจัดใหญ่กันอีกทีเรื่องดีๆ มีประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมแบบนี้ที่นี่เห็นด้วย 1,000% อยู่แล้วครับ และที่หยิบมาเขียนในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็เพื่อการมีส่วนร่วมในการเลี้ยงกระแสเทศกาลกินเจให้ยืนยงต่อไปนั่นเองอย่าลืม “กินเจ” แบบนิวนอร์มอลกันด้วยนะครับ 6–14 ตุลาคมที่จะถึงนี้.“ซูม”