“ร้องเรียนที่ไหน” เมื่อโดนรีดไถ พบเห็นพฤติกรรมคอร์รัปชันหนึ่ง...ป.ป.ช. สายด่วน 1205 สอง...ป.ป.ท. (ศอตช.) สายด่วน 1206 สาม...สตง. โทรศัพท์ 0-2271-8000 สี่...สำนักนายกรัฐมนตรี สายด่วน 1111 ห้า...ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 (ก.มหาดไทย) หก...ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตประจำกระทรวง (ศปท.)เจ็ด...ร้องเรียนโดยตรงที่หน่วยงานนั้นๆ หรือหน่วยงานต้นสังกัด ข้อควรรู้เกี่ยวกับการไปร้องเรียน เริ่มจาก...หน่วยงานที่รับแจ้งปัญหาคอร์รัปชันมีหลายแห่ง แต่ตามกฎหมายแล้ว “ทุกคดีจากทุกหน่วยงานต้องส่งไปให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ดำเนินการทางคดี” ขณะที่ สตง.มีอำนาจให้ลงโทษทางวินัยและการมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่รวมคดีอาญาถัดมา...การมีหลายหน่วยงานรับร้องเรียนถือเป็นเรื่องดี ทำให้คนสามารถเลือกไปยังที่ตนสะดวกและไว้วางใจ โดยหน่วยงานเหล่านั้นควรแจ้งให้ประชาชนรับรู้ด้วยว่า เมื่อรับเรื่องแล้วขั้นตอนดำเนินการต่อไปเป็นอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน ผู้ร้องเรียนจะติดตามเรื่องได้อย่างไรประการที่สาม...การยื่นเรื่องต่อ สตง. หรือหน่วยงานอื่น อาจช่วยให้เรื่องบางประเภทคลี่คลายเร็วขึ้นหรือหยุดความเสียหายได้ ขณะที่การร้องเรียนโดยตรงที่หน่วยงานอาจมีการตัดตอนช่วยเหลือกันประการที่สี่...พบได้เสมอว่า ผู้เดือดร้อนหรือพบเห็นการคอร์รัปชัน “มักไปยื่นเรื่องกับทุกหน่วยงาน” ที่ตนเชื่อว่าเป็นประโยชน์ เหตุนี้ทำให้ข้อมูลและสถิติของคดีในภาพรวมคลาดเคลื่อน หน่วยงานต่างๆ ทำงานซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากรและล่าช้า ขณะที่พยานหรือผู้ถูกสอบสวนก็เกิดภาระ เดือดร้อนรำคาญปัญหานี้ “รัฐ” ควรศึกษาว่าทำไมคนจึงยอมเสี่ยงภัย เสียเวลา เสียทั้งค่าเดินทางและค่าจัดทำเอกสาร เพื่อไปร้องเรียนยังที่ต่างๆ มากมาย แม้ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานนั้นจะมีอำนาจหน้าที่หรือไม่อย่างเช่น รัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึงสำนักข่าวและองค์กรภาคประชาชนที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเลย ดร.มานะ นิมิตร มงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 8/9/60 ที่มาเฟซบุ๊ก “มานะ นิมิตรมงคล” รีโพสต์อีกครั้งไม่นานมานี้ ฉายภาพซ้ำไปที่ปัญหา “คนมีสี”...ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส สะท้อนมุมมอง แก้ปัญหาตำรวจเชิงระบบ ต้องย้ำว่า สังคมไทยติดกับดักวิธีคิด ที่คิดว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล ขาดความเข้าใจว่าโครงสร้างกำหนดพฤติกรรมของบุคคลและองค์กรพฤติกรรมของทหาร ตำรวจ แพทย์ ครู พระ ไม่เหมือนกันเพราะอยู่ในระบบที่ต่างกันเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับ “ตำรวจ” สังคมก็มักคิดทันทีว่า “ตำรวจเลว” โดยไม่ใส่ใจระบบและโครงสร้าง ในโครงสร้างรวมศูนย์อำนาจ ตำรวจก็ตกอยู่ใต้ความบีบคั้น ต้องทำงานหนัก เงินเดือนน้อย ถูกชาวบ้านเกลียดชัง ตำรวจจึงเป็นข้าราชการที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดแต่...ในระบบความยุติธรรมชุมชน ที่ครั้งหนึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ทดลองทำ ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นและรักตำรวจ ฉะนั้นจึงมีระบบที่ทั้งชาวบ้านและตำรวจมีความชื่นชมต่อกัน เป็นสถานการณ์ ...“win-win” หรือ...“บวกๆ” ฉะนั้นควรคิดแก้ปัญหาตำรวจเชิงระบบโครงสร้างและระบบที่ทำให้เกิดปัญหาตำรวจ ด้วยว่า...ระบบตำรวจเป็นโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์...ภาระหนักเกินไป...เงินเดือนน้อย...ระบบความปลอดภัย และระบบยุติธรรม เป็นระบบแยกส่วนขาดบูรณภาพโครงสร้างและระบบทั้งสี่เรื่อง คือ ต้นตอของปัญหาตำรวจที่ควรทำความเข้าใจ ซึ่งขยายความได้ว่า...โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐราชการที่รวมศูนย์อำนาจ อันเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ วิกฤติโควิดมาเผยให้เห็นว่าระบบรวมศูนย์อำนาจไม่มีสมรรถนะในการเผชิญปัญหาที่ยากและซับซ้อน หลักการที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ อำนาจเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชันเบ่งบานที่นั่น ถ้าระบบตำรวจยังรวมศูนย์อำนาจจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ และในเมื่อระบบตำรวจต้องขึ้นกับนักการเมือง และนักการเมืองคอร์รัปชัน ตำรวจก็ไม่กล้าเอาเรื่อง ตำรวจต้องสามารถจับนายกรัฐมนตรีได้ ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิดเพราะฉะนั้น ระบบตำรวจต้องอิสระ และกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นเงื่อนต่อมา...ตำรวจรับภาระหนักเกิน ขอให้ไปดูที่สถานีตำรวจยามค่ำคืน ภาระหนักยิ่งกว่าแพทย์อยู่เวร ปัญหาทุกชนิดมาลงที่ตำรวจหมด รวมทั้งภาระอื่นๆ เช่น ควบคุมการจราจร ตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ“ต้องแก้ไขโดยลดภาระตำรวจ อะไรที่คนอื่นทำได้ก็ให้คนอื่นทำ การปรับปรุงระบบความปลอดภัยและระบบความยุติธรรม จะลดภาระตำรวจลงอย่างมหาศาล”เงื่อนที่สาม...เงินเดือนที่ต่ำเกิน ในประเทศญี่ปุ่นเงินเดือนของตำรวจและครูจะสูงกว่าบุคลากรอื่น เพราะต้องพิถีพิถันในการเลือก การมีตำรวจที่มีอำนาจและถืออาวุธ แต่เงินเดือนต่ำเป็นอันตรายเงื่อนสุดท้าย...ระบบความปลอดภัยและระบบความยุติธรรมแบบแยกส่วน เป็นภาระแก่ตำรวจมากเกิน ระบบความปลอดภัยไม่ควรเป็นเรื่องของตำรวจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งหมด ต้องมีระบบความปลอดภัยชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด...ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน“ระบบความยุติธรรมไม่ใช่ว่ามีอะไรๆ ก็ต้องถึงตำรวจ ชุมชนควรมีระบบความยุติธรรมชุมชนที่สามารถป้องกันและแก้ปัญหากันได้เอง ก็จะมีเรื่องถึงมือตำรวจน้อยมาก” สำหรับการแก้ปัญหา ระบบตำรวจเป็นอิสระและกระจายอำนาจ ควรกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรต่างๆ “ยามชุมชน”...ก็คือตำรวจชุมชน กินเงินเดือนของชุมชน รับผิดชอบต่อชุมชน ชุมชนทุกชนิดสามารถมียามหรือตำรวจของตนเอง ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าคอยพึ่งตำรวจที่ขึ้นกับส่วนกลาง“ตำรวจท้องถิ่น” เช่นเดียวกัน ตำรวจตำบล ตำรวจอำเภอ ตำรวจจังหวัด ก็กินเงินเดือนและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น เงินเดือนของตำรวจชุมชน...ท้องถิ่น ควรจะสูงกว่าอัตราปัจจุบันให้มากๆ และมากที่สุดที่ชุมชนท้องถิ่นจะจ่ายให้ได้ “ตำรวจ”...จะไม่ต้องกังวลหาเลี้ยงตัว...ครอบครัวด้วยวิธีอื่น“ตำรวจส่วนกลาง” ปรับตัวทำบทบาททางนโยบาย วิชาการ และในเรื่องที่ยากเกินกำลังของท้องถิ่น “ระบบตำรวจ” ควรเป็นอิสระ ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยมีคณะกรรมการอิสระที่มีคุณภาพและคุณธรรมสูง อำนวยการ...หัวใจสำคัญก็คือ “ลดภาระหนักของตำรวจ เพิ่มเงินเดือนตำรวจให้สูง ระบบความปลอดภัย และระบบความยุติธรรมที่บูรณาการ”ระบบ “ความยุติธรรม” ควรมีการ “ปฏิรูป” ถ้าระบบความยุติธรรมมีความถูกต้อง บทบาทของตำรวจก็จะมีความถูกต้องประเวศ วะสี ทิ้งท้ายว่า ถ้าทำครบทั้งสี่เรื่องข้างต้นนี้ “ประชาชน” จะร่มเย็นเป็นสุขและถนอมรักตำรวจ “ตำรวจ”...จะถนอมรักประชาชน เป็นสถาบันอันทรงเกียรติ และไม่มีตำรวจฆ่าตัวตายอีกต่อไป“สังคมไทย” ควรออกจากกับดักวิธีคิดที่คิดว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล หันมาสร้างสมรรถนะในการคิดเชิงระบบ การจัดการ...“กระทรวงการอุดมศึกษาฯ” ควรมีบทบาทนำในการสร้างสังคมอุดมปัญญา ระบบนโยบายเป็นปัญญาสูงสุดของชาติ ถ้าเข้าใจ ขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญๆ “ประเทศไทย”...ก็จะทำสำเร็จทุกอย่าง.