“เมื่อเป็นคดีทรมาน DSI จึงควร ต้องเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นตำรวจ ย่อมไม่ควรให้ตำรวจสอบสวนกันเอง และการส่งให้ตำรวจท้องที่สอบนายของตนเองเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก “Ronnakorn Bunmee” ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายไว้ด้วยว่า เอาถุงคลุมหน้าเพื่อบังคับให้ผู้ต้องหาให้ข้อมูล เป็นการกระทำด้วยเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลหรือเจตนาทำร้ายร่างกาย?ถึงแม้ว่าข้อเท็จจริงในข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจกันอยู่นี้ยังไม่นิ่งว่าเป็นอย่างไร แต่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้ความแตกต่างขององค์ประกอบภายในทาง “อาญา” ...แม้ดูจากภายนอก การทำให้คนอื่นตายก็เป็นการฆ่าคนเหมือนๆ กันหมด แต่ในทางกฎหมายสิ่งที่จำเลยคิดอยู่ในใจขณะที่กำลังกระทำการดังกล่าวนั้นจะส่งผลที่แตกต่างกันอย่างมากต่อความรับผิดของจำเลย โดยมีความเป็นไปได้ 4 ประการ1.จำเลยมุ่งหมายให้ผู้เสียหายตาย เราเรียกว่าการฆ่าโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผล ความรับผิดจะเป็นมาตรา 288 จำคุกตั้งแต่ 15 ปี และสูงสุดที่ประหารชีวิต โดยถ้ามีเหตุฉกรรจ์อื่นเช่นทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือทำให้ผู้เสียหายตายโดยทรมาน โทษก็จะเป็นประหารชีวิตสถานเดียว2.จำเลยไม่ได้ประสงค์ต่อความตาย แต่ “เล็งเห็น” ได้ว่าทำไปแล้วผู้เสียหายจะตาย อย่างนี้แม้ไม่ได้อยากฆ่า แต่กฎหมายก็จะลงโทษและจัดให้เป็นความผิดที่ร้ายแรงระดับเดียวกันกับกรณีที่ 1 3.จำเลยไม่ได้ประสงค์จะทำให้ตาย เพียงต้องการทำร้าย แบบนี้จะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 จำคุก 3-15 ปี และถ้ามีเหตุฉกรรจ์โทษสูงสุดก็จะเป็น 20 ปี4.จำเลยไม่ได้ต้องการฆ่า ไม่ได้ต้องการทำร้าย เพียงแต่กระทำการโดยประมาท ไม่ใช้ความระมัดระวังให้ดีไปทำให้คนอื่นตาย แบบนี้จะเป็นความผิดตามมาตรา 291 โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ และไม่มีกรณีเพิ่มโทษเพราะเหตุฉกรรจ์แต่ประการใด...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนว่าเมื่อเป็นการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ยังต้องการให้ผู้เสียหายมีชีวิตเพื่อให้พูด จำเลย จึงไม่ได้กระทำโดยมุ่งประสงค์ต่อความตายของผู้เสียหายจึงตัดกรณีที่ 1 ไป ส่วนกรณีที่ 4 ก็อยู่นอกขอบเขต เพราะชัดเจนว่าจำเลยกระทำโดยมุ่งให้เกิดผลเสียกับผู้เสียหาย ไม่ใช่การกระทำโดยไม่มีเจตนา จึงเหลือความเป็นไปได้กรณี 2, 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่นักกฎหมายยังเห็นไม่ตรงกัน และด้วยความที่เรามีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน จึงไม่เหมาะสมและไม่สามารถที่จะวินิจฉัยให้ชัดลงไปได้สาเหตุก็เพราะคำว่า “เล็งเห็นผล” ในกรณีที่ 2 นั้นนักกฎหมายมีความเห็น ต่างกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเห็นว่าการกระทำโดยเล็งเห็นผลคือกรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นด้วย “ตนเอง” ว่าการกระทำของตนจะเกิดผลที่กฎหมายห้ามอย่าง “แน่นอน” หลักการนี้ไม่ได้พิจารณาว่าผู้กระทำควรต้องเล็งเห็นได้ โดยเอาไปเทียบกับคนทั่วๆไปหรือที่เรียกว่าวิญญูชนว่าคนทั่วไปก็ย่อมเล็งเห็นได้แต่เพ่งไปที่จิตใจผู้กระทำเลยว่าเค้าคิดหรือไม่ว่าการกระทำของเค้าจะก่อให้เกิดผลเช่นนั้น (กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา) และในความคิดของผู้กระทำผลที่จะเกิดนั้นต้องเกิดอย่างแน่นอน...ไม่ใช่เพียงอาจจะเกิด น่าจะเกิด หรือมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเกิด แต่ต้องเป็นกรณีที่ต้องเกิดผลเช่นนั้นแน่ๆหลักการนี้ถูกใช้ในประเทศอังกฤษ และถูกสอนโดย ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ เพื่อแยกการกระทำที่เป็นการประมาทโดยจงใจออกจากการกระทำด้วยเจตนาเล็งเห็นผลรศ.ปกป้อง ศรีสนิท ตั้งข้อสังเกตว่าคำพิพากษาฎีกาในสมัยก่อนจะเคร่งครัดกับคำว่า “แน่นอน” หรือที่กฎหมายใช้คำว่า “ย่อม” เมื่อกล่าวถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลย (23/2513 รู้ดีว่ามีคนอยู่ในเรือ ย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำ เป็นพยายามฆ่าคนโดยเจตนา, 818/2514 โดยมิได้คำนึงว่ากระสุนปืนจะไปถูกผู้ใดเข้า จำเลยย่อมเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน)โดย ศ.จิตติ เห็นว่าคำพิพากษาที่ถือเอาหลัก “อาจทำให้เกิดผลได้” อย่างฎีกาที่ 2236/2527 เป็นการตีความที่กว้างเกินไป ในขณะเดียวกัน...นักกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า เพียงแค่ผู้กระทำมีความคิดว่าผล “อาจ” จะเกิดขึ้นได้จากการกระทำของตนก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผล ซึ่งเป็นแนวทางการตีความของศาลในประเทศอังกฤษแต่เดิมก่อนที่จะปรับมาเป็นแนวที่ 1 ในปัจจุบันด้วยผลของการตีความในกลุ่มที่ 2 เช่นนี้ ทำให้เจตนาเล็งเห็นผลขยายขอบเขตอย่างกว้างขวางออกไปอย่างมาก โดยศาลฎีกาในช่วงหลังมีแนวโน้มที่จะตีความเล็งเห็นผลไปในแนวทางของกลุ่มที่ 2 นี้ (7669/2549 จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้, 327/2540 ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจเป็นต้นเหตุให้เด็กตายได้, 16412/2555 การงดเว้นไม่ให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้)การตีความที่แตกต่างกันนี้ส่งผลอย่างมากต่อความเข้าใจและการตีความกฎหมาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการ “วินิจฉัยความผิด” และ “ระวางโทษ” ที่จำเลยจะได้รับ ส่วนตัว ผศ.ดร.รณกรณ์ เห็นว่าการตีความตามแนวทางแรกน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้วจำเลยไม่ได้มีเจตนาให้เกิดผลเช่นนั้นกฎหมายเพียงขยายขอบเขตของเจตนาออกไป การตีความที่เป็นโทษจึงต้องตีความอย่างจำกัดและประมวลกฎหมายอาญาเลือกที่จะบัญญัติคำว่า “ย่อมเล็งเห็นผล” ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายลักษณะอาญาเดิมในมาตรา 43 ที่ใช้คำว่า “อาจจะแลเห็นผล”แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎหมายประสงค์จะให้การเล็งเห็นผลนั้นต้องมีความแน่ชัดว่าผลจะเกิดขึ้นนอกจากนั้น ผมเห็นว่าการตีความกลุ่มที่ 2 ที่หลวมคลายความแตกต่างระหว่างเจตนาและประมาทออกไปนั้นจะเกิดผลที่แปลกประหลาดหรือคลุมเครือไม่สิ้นสุด เช่นกรณี “เมาแล้วขับ” หากตีความว่าจำเลยเล็งเห็นได้ว่าการขับรถของตนเป็นอันตราย “อาจ” จะทำให้เกิดความตายดังนี้มิเท่ากับว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าทันทีที่เมาแล้วขับหรือ? วกกลับไปที่เรื่องเอาถุงคลุมหน้าและคนตายผู้กระทำมีเจตนาฆ่าหรือทำร้าย ถ้านักกฎหมายที่ยึดตามแนวที่ 1 ก็อาจตอบว่ากรณีนี้เป็นการทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ตายตามมาตรา 290 เพราะผู้กระทำซึ่งชำนาญทำมาหลายครั้งและต้องการได้ข้อมูล ย่อมไม่ได้เล็งเห็นได้ว่าการกระทำของตนจะทำให้ผู้เสียหายตายได้อย่างแน่แท้จึงไม่ได้ทำไปโดยเจตนาฆ่า แต่หากยึดถือเอาแนวที่ 2 ก็ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวใครๆก็รู้ว่าอาจทำให้ตายได้ เมื่อทำไปย่อมต้องถือว่าการฆ่าโดยเจตนาประเภทเล็งเห็นผลคดีในลักษณะเดียวกัน ที่ผู้ต้องหาถูกตำรวจใช้ถุงคลุมหน้าเพื่อให้รับสารภาพและให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่โชคดีที่ผู้เสียหายไม่เสียชีวิต ศาลจังหวัดปราจีนบุรี และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าตำรวจยศ พ.ต.ท. (ในขณะนั้น) มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำอันตรายต่อเสรีภาพ เป็นพนักงานสอบสวนใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่นให้ต้องรับโทษทางอาญา พิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 8,000 บาทแต่จำเลยมีประวัติดี ให้รอลงอาญาไว้ก่อน นอกจากนั้นยังมีอีกคดีที่มีการทรมานผู้ต้องหาโดยการใช้ไฟฟ้าช็อต ซึ่งศาลฎีกาก็ตัดสินให้ พล.ต.ต.ท่านหนึ่งผิดในข้อหาเดียวกันคือทำร้ายร่างกาย และใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้ง เพียงแต่ลงโทษจำคุกถึง 15 ปี โดยไม่รอลงอาญา“รอดูว่าจำเลยคดีนี้จะให้การอย่างไร ทนายความจะสู้คดีอย่างไร และศาลจะตัดสินอย่างไร ขอให้เจ้าพนักงานทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทราบว่าไม่เพียงประชาชนคนไทยจับตามองคดีนี้ แต่ประชาคมนานาชาติก็จับตามองเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะนี่คือคดีทรมานที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด”และ...เป็นการละเมิดพันธกรณีที่เราเป็นภาคีมาร่วม 14 ปี ถ้าเราแค่ตีข้อมือและปล่อยกลับบ้านไป หรือเพียงลงโทษนิดๆหน่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายที่ดีจะกระทบต่อต้นทุนความเชื่อมั่นที่สังคมมีให้กับกระบวนการยุติธรรมที่เหลือน้อยลงทุกวันอย่างรุนแรง เหมือนต่อ...“คดีบอส อยู่วิทยา” อย่างแน่นอนป.ล.ตกลง ไม่รีดไถเงินกรรโชกทรัพย์แล้วเหรอ ถ้ารีดเงินนั้น ลงโทษได้สูงสุดถึงประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องดูเจตนาฆ่า เจตนาทำร้ายร่างกายเลยนะครับ?