“จักจั่นทะเล” สัตว์กลุ่มเดียวกับกุ้ง ปู จัดเป็นสัตว์ทะเลเฉพาะถิ่นที่อยู่คู่กับหาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต มายาวนาน ชาวบ้านนิยมจับนำไปประกอบอาหาร โดยจะแกะกระดองเปลือกทิ้ง แล้วนำตัวมาขายสดหรือนำไปนึ่งสุก ส่งผลให้มีเปลือกจักจั่นเหลือทิ้งจำนวนมากขณะเดียวกันในพื้นที่ก็มี “ผักลิ้นห่าน” ผักพื้นเมืองหายาก พบตามชายฝั่ง เป็นพืชอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีรสชาติกรอบอร่อย เมื่อชาวบ้านเก็บขายจะมีเศษผักเหลือทิ้งจากการตัดแต่งเกือบครึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงเห็นว่าทรัพยากรเหลือทิ้งเหล่านี้ ควรถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นทั้งการลดขยะเหลือทิ้ง และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไปในตัว“สวทช. จึงมอบหมายให้คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต จัดทำโครงการนำวัสดุเหลือใช้จากจักจั่นทะเล สู่การแปรรูปเป็นอาหารเลี้ยงปลาช่อนทะเล โดยประสานร่วมเครือข่ายระหว่างวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลและประมงพื้นบ้านแหลมทราย วิสาหกิจชุมชนจักจั่นทะเล และวิสาหกิจชุมชนผักลิ้นห่าน เชื่อมโยงทรัพยากรระหว่างกัน เพื่อเป็นวัตถุดิบลดต้นทุนอาหารปลาช่อนทะเลที่มีราคาค่อนข้างแพง” ผศ.กรรนิการ์ กาญจนชาตรี คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต บอกถึงที่มาของการนำทรัพยากรเหลือทิ้งในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบลดต้นทุนค่าอาหารปลาช่อนทะเลปกติการเลี้ยงปลาช่อน ทะเลจะให้อาหารเม็ดแบบลอยน้ำ มีสูตรอาหารเป็นส่วนผสมของปลาป่นกับหญ้าเนเปียร์เป็นหลัก แต่ปลาป่นต้นทุนค่อนข้างสูง ส่วนหญ้าเนเปียร์เริ่มหายากในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต...ขณะที่ในพื้นที่มีเปลือกจักจั่นทะเล และผักลิ้นห่านเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก จักจั่นทะเล ผักลิ้นห่าน“เราจึงมีแนวคิดนำมาทดลองพัฒนาสูตรอาหารปลาช่อนทะเล ด้วยการใช้ผักลิ้นห่านบดแทนหญ้าเนเปียร์ และนำเครื่องในปลามาผสมกับรำที่สีจากแกลบหมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ เพื่อให้เกิดกลิ่นดึงดูดปลาแทนการใช้ปลาป่น จากนั้นนำมาผสมกับเปลือกจักจั่นทะเลบดแห้ง และส่วนผสมอื่นๆ อาทิ หยวกกล้วย”ด้วยผักลิ้นห่านมีคุณประโยชน์ทั้งวิตามินเอ โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 9 ส่วนเปลือกของจักจั่นทะเลมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าส่วนที่เป็นตัวของจักจั่นที่ใช้รับประทานเสียอีก โดยเฉพาะมีไขมันสูงมาก อีกทั้งยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส เหล็ก และสารอาหารอื่นๆ ช่วยลดต้นทุนอาหารปลาให้ลงมาเหลือแค่ กก.ละ 7 บาท จากสูตรเดิม กก.ละ 12 บาท ถึงจะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เกือบครึ่ง แต่ยังต้องมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรอาหารเพิ่มเติม เพื่อให้ได้อัตราแลกเนื้อของปลาที่เหมาะสมมากขึ้นนอกจากจะได้ลดต้นทุนค่าอาหารเลี้ยงปลา ได้ลดปริมาณขยะ และเป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านในการขายเปลือกจักจั่นทะเลและผักลิ้นห่านที่เหลือทิ้ง ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านกว่า 12 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 3,000-5,000 บาทแม้มูลค่าจะไม่มากมายอะไร แต่อย่างน้อยพอช่วยประทังชีวิตในยามโควิด-19 อาละวาด... ที่สำคัญไปกว่า จากวิถีชุมชนที่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ กลายมาเป็นชุมชนเครือข่ายที่มีความสมัครสมานสามัคคีกันมากกว่าแต่ก่อน. กรวัฒน์ วีนิล