คำสั่งของศาลแพ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม สอนบทเรียนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยให้รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะต้องจดจำไปอีกนาน เป็นผลสืบเนื่องมาจากมีนักกฎหมายและตัวแทนสื่อออนไลน์ฟ้องนายกรัฐมนตรี กรณีใช้อำนาจออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินข้อกำหนดที่ 1 ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอัน เป็นเท็จ ดังเหตุผลและความจำเป็นที่ระบุไว้ ในการออกข้อกำหนด ศาลเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 12 และประชาชน ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ทำให้โจทก์ ประชาชนและสื่อไม่มั่นใจในเสรีภาพนั่นก็คือสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 34, 35 และ 26 ของรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อ 2 ของข้อกำหนด ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารตามข้อ 1 บนอินเตอร์เน็ต ให้ กสทช.ตรวจสอบและสั่งระงับการใช้บริการอินเตอร์เน็ต ศาลเห็นว่ามาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนด เพื่อสั่งระงับบริการอินเตอร์เน็ตศาลจึงสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลระบุทำนองว่า ข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรี เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อ และชี้ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่ง กสทช. สั่งปิดอินเตอร์เน็ตเห็นได้ชัดว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกคำสั่งที่กระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ด้วยความเคยชิน ตามแบบอย่างของรัฐบาลอำนาจนิยมจากรัฐประหาร ที่เคยออกคำสั่ง ปว.17 และ ปร.42 ปิดปากหนังสือพิมพ์ ปิดหูปิดตาประชาชนมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2501 และ 2519คำสั่งปิดปากหนังสือพิมพ์ เพิ่งจะถูกยกเลิกไปในช่วงรัฐบาลเลือกตั้ง เมื่อปี 2531 จากการต่อสู้เรียกร้องขององค์กรสื่อ วิทยุและโทรทัศน์เพิ่งจะได้รับการปลดแอก ให้มีเสรีภาพเท่าเทียมหนังสือพิมพ์ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชนคำสั่งศาลระบุว่าข้อกำหนดที่ออกโดยนายกรัฐมนตรี เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ และชี้ด้วยว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจออกข้อกำหนด ที่นำไปสู่การปิดบริการอินเตอร์เน็ต แบบนี้เข้าข่ายความผิดรัฐธรรมนูญ ม.234 ข้อหา “จงใจใช้อำนาจ” ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่.