ผมขึ้นต้น “ความเอ๋ย ความตาย...” แล้วไม่มีกลอนดอกสร้อยของใครต่อ แต่ยังพอจำได้ บทดอกสร้อย ชุดรำพึงในป่าช้า ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ท่านขึ้นต้นว่า วังเอ๋ย วังเวง หง่างเหง่ง ย่ำค่ำระฆังขาน...อ่านจบแล้วได้อารมณ์ปลงถึงความตายได้ดีนักในหนังสือ สวนทางนิพพาน (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2557) อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก เทศนาเรื่องความตายไว้หลายหน้ากระดาษ ผมขออนุญาตคัด ตอนที่อ่านแล้วสบายใจมาให้อ่านกันต่อมีผู้ไปถามอาจารย์เซนท่านหนึ่ง “ท่านครับ ความตายเป็นอย่างไร”“เธอเคยตายหรือเปล่า” อาจารย์ย้อนถาม “ไม่เคยครับ”“นั่นสิ ความตายคืออะไร” อาจารย์รำพึงครั้งหนึ่งมีผู้ไปถามพระพุทธเจ้า “พระอรหันต์ตายแล้ว ยังคงอยู่หรือไม่”พระพุทธเจ้าไม่ตอบ กลับเล่าเรื่องให้เขาฟัง มีชายคนหนึ่งถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ญาติพี่น้องพาไปหาหมอ หมอเตรียมจะถอนลูกศรทำแผลให้แต่ชายคนที่ยิงกลับบอก “อย่าเพิ่งถอนลูกศร ข้าพเจ้าอยากรู้ ใครยิงข้าพเจ้า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน เขาโกรธข้าพเจ้าด้วยเรื่องอะไร ลูกศรที่ใช้ยิงไปเอามาจากไหน”ชายคนถูกยิงย้ำว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องทั้งหมด จะไม่ยอมให้หมอถอนลูกศรออกพระพุทธเจ้าทรงเล่าจบ ตรัสถามชายคนนั้นโง่หรือฉลาด ได้รับคำตอบว่า โง่มาก เขาควรให้หมอรักษาให้หายแล้วค่อยไปสืบหาคนยิงเขาทีหลัง ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องตายเสียก่อนเกริ่นด้วยเรื่องอาจารย์เซน ตามด้วยเรื่องพระพุทธเจ้า อาจารย์เสฐียรพงษ์ ก็วิสัชนาต่อว่าความตายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองในแง่รูปธรรมหรือนามธรรม ดูร่างกายเรานี้ก็เห็นได้ชัด ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆมากมาย มันเกิดขึ้นและดับสลายตลอดเวลาเซลล์เก่าๆค่อยๆเสื่อมสลายหมดสภาพ เซลล์ใหม่ก็เกิดขึ้นมาแทนที่ ของเก่าดับไปของใหม่มาแทน สืบต่อกันไปไม่ขาดสาย มองให้ลึกจะเห็นว่าคนเราเกิดตายทุกขณะ พูดเป็นปรัชญาให้ฟังยากความเกิดก็คือความตาย ความตายก็คือความเกิดในแง่นามธรรมยิ่งเห็นง่าย จิตของเราเกิดดับตลอดเวลา การเกิดดับแบ่งออกเป็นสามช่วง เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วขณะ ดับหายไป นึกคิดเรื่องอะไรมันจะอยู่ชั่วขณะ แล้วก็หายไป ความคิดใหม่ๆก็เกิดขึ้น วันหนึ่งๆไม่รู้กี่แสนกี่ล้านเรื่องพูดในแง่ศาสนาก็ว่า วันหนึ่งๆไม่รู้ว่าเราเวียนว่ายตายเกิด กี่แสนกี่ล้านชาติชาติ ในความหมายนี้ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่ แต่เป็นการเกิดความคิดแต่ละครั้งความตายชนิดที่ไม่ประจักษ์ต่อตาเนื้อนี่แหละ ที่เจ้าชายสิทธัตถะท่านมองเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เกิดสังเวชใจ ต่อมาเห็นสมณะ ก็นึกได้ว่า วิถีชีวิตอย่างนี้กระมัง เป็นทางหลุดพ้นพระพุทธศาสนาสอนให้มองเห็นความตายในแง่มุมต่างๆ เช่นมองว่าเป็นสิ่งต้องมาถึงอย่างแน่นอน เป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด มีมาถึงทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชังคนหนุ่มก็ตาย คนแก่ก็ตาย คนโง่ก็ตาย คนฉลาดก็ตาย คนรวยก็ตาย คนจนก็ตาย ทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปสู่ความตาย เห็นหน้ากันอยู่หลัดๆตอนเช้า ตอนสายก็ตายเสียแล้วทรงสอนให้เผชิญหน้ากับความตายทุกนาที เตรียมใจให้พร้อมที่จะรับสภาพด้วยอาการสงบ เยือกเย็นอาจารย์เสฐียรพงษ์สรุปข้อเขียนนี้ว่า เกิดมาทั้งทีเอาดีให้ได้ จะตายทั้งทีทำดีฝากไว้ เมื่อทำได้ จะตายช้าตายเร็วก็ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรค้างใจ เพราะได้ทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว.กิเลน ประลองเชิง