สถานการณ์การระบาดโควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านมานานกว่า 1 ปีเศษ ทำให้มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตกันดั่งใบไม้ร่วง ที่มีจุดต้นตอ “การก่อเกิดไวรัส” ตามข้อสันนิษฐานจาก “ผู้นิยมบริโภคสัตว์ป่าเปิบเมนูพิสดาร” อันเกี่ยวกับความเชื่อเป็นสรรพคุณทางยา และการสะสม ประดับบารมีทำให้ “คน” มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิด “สัตว์ป่า” กลายเป็นตัวกลางพาหะ “การติดต่อโรคอุบัติใหม่” ที่มีมาตั้งแต่อีโบลา เมอร์ส ซาร์ส ล้วนเกิดจากสัตว์ป่าทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ “โควิด-19” ที่มีข้อสันนิษฐานว่า “ไวรัสข้ามจากค้างคาวกระโดดสู่สัตว์อื่นเป็นตัวกลาง และคนสัมผัสใกล้ชิดสัตว์” จนเป็นปัจจัยเร่งระบาดด้วยเหตุนี้ “องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย)” ร่วมกับ GlobeScan สำรวจประชาชนอายุ 18 ปีใน 5 ประเทศ คือ จีน เมียนมา ไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา ภายใต้งานวิจัยโควิด-19 หนึ่งปีให้หลังการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับโรคระบาด และความเชื่อมโยงกับธรรมชาติปรากฏว่าปีนี้การ “บริโภคสัตว์ป่าในประเทศจีนน้อยลง 28%” จากความกังวลการระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกับ “คนไทย” มีผู้ลดเลิกบริโภค สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิม 21% เป็น 41% ในปี 2564 อีกทั้ง 84% ยืนยันสนับสนุน “ภาครัฐ” ปิดตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบาดของโรคในอนาคตผลสำรวจนี้ยังพบว่าใน 1 ปีมานี้ “คนไทย” ได้ซื้อสัตว์ป่าจากตลาดค้าสัตว์ป่าที่มีการค้าอย่างเปิดเผย 11% ผ่านช่องทางออนไลน์ 8% ในส่วนสัตว์ป่านิยมสูงสุดใน 5 ประเทศ คือ นก งู เต่า ค้างคาว ชะมด และตัวนิ่ม ขณะที่ 12% นิยมซื้อสัตว์แปลก (Exotic pet) สูงสุด 5 ประเทศ คือ นกแก้ว งู เต่า กิ้งก่า แมว นกร้องเพลง เจษฎา ทวีกาญจน์เจษฎา ทวีกาญจน์ ผจก.โครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า นับแต่การระบาดโควิด ที่มีความเชื่อมโยงข้อสันนิษฐานจาก “การบริโภคสัตว์ป่า” ประชาชนในหลายประเทศต่างตื่นตัวกังวลต่อโรคระบาดนี้ ทำให้บางส่วนลดละเลิกบริโภคสัตว์ป่าอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะ “คนจีน และเวียดนาม” ขึ้นชื่อเรื่อง “นิยมเมนูพิสดาร” ต่างออกมาสนับสนุนให้ “หน่วยงานรัฐ” ดำเนินการตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดซ้ำ ทั้งยังเสนอให้ปฏิบัติการหยุดยั้งลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ที่เป็นปัจจัยเอื้อให้เชื้อโรคจากสัตว์ป่าสู่คนเกิดง่ายด้วยเรื่องนี้สะท้อนถึง “ขบวนการลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าข้ามชาติ” ค่อนข้างลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดที่เหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ตามข้อมูลของอินเตอร์โพลกลับพบว่า “ตัวเลขที่ลดลงนี้มาจากถูกปิดเส้นทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ” ทำให้ไม่สามารถค้าสัตว์ป่า และนำซากสัตว์ป่าอยู่ในสต๊อกออกไปได้แต่ว่า “ขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ” ยังคงสะสมสินค้าสัตว์ป่าในสต๊อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นงาช้าง หนังสัตว์ ผลิตภัณฑ์กระดูกสัตว์ป่า เพื่อรอการเปิดประเทศแล้วก็ลักลอบโยกย้ายกันจริงๆแล้ว... “ประเทศไทย” ก็ถูกกล่าวอ้างเป็น “ศูนย์กลางลอบค้าสัตว์โลก” มานาน เพราะภูมิประเทศถูกตั้งอยู่ตรงกลางของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีกทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์เชื่อมต่อหลายประเทศทั่วโลก ...ทำให้เรื่องนี้ “ขบวนการลักลอบค้าซากสัตว์ และสัตว์ป่า” ใช้บ้านเราเป็นทางผ่านกันมาตลอด ย้ำว่าก็มี “สัตว์ป่าบางชนิด” เช่น เสือ ตัวนิ่ม ที่มี “คนไทย” ลักลอบส่งประเทศปลายทาง ดังนั้นประเทศไทยคงมีการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายเกิดขึ้นเป็นระยะ อันเป็นการคุกคามต่อสภาพแวดล้อมธรรมชาติตลอดเชื่อว่าถ้าหากโรคระบาดโควิดคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติ “การลักลอบค้าซากสัตว์ และสัตว์ป่า” จะกลับมาคึกคักยกระดับความรุนแรงมากขึ้นหลายเท่า เพราะ “ขบวนการค้าสัตว์” ลงทุนไปแล้ว “เงินลงทุนจมมานาน” จึงต้องเร่งอัปโหลดปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดมืดเรียกเงินทุน และผลกำไรกลับคืนโดยเร็วแน่นอนตราบใดยังมีแนวคิด “ค่านิยมของความภูมิใจ” ในคนบางกลุ่มที่เชื่อว่าการกินสัตว์ป่า...เหนือกว่าคนอื่น จากลักษณะของการหากินยาก ราคาแพง เรื่องนี้ยิ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าต้องถูกล่า เพื่อเป็นอาหารของคนกลุ่มนี้ ดังนั้น “สถานการณ์สัตว์ป่าในไทย” ก็คงน่าเป็นห่วงจากแนวโน้มถูกคุกคามเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำโดยเฉพาะ “เสือโคร่งสายพันธุ์อินโดไชน่าในป่า” มีจุดเด่นตัวผู้โตเต็มวัยยาว 9 ฟุต หนัก 180 กก. มีอยู่ในไทยราว 130-160 ตัว ส่วน “เสือโคร่ง” ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักเป็นสายพันธุ์อื่นขนาดตัวเล็กส่วน “เสือโคร่ง” ในสถานเพาะเลี้ยง...สวนสัตว์ มักเป็นสายพันธุ์ ไซบีเรียมีอยู่ราว 1,500 ตัว มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตอนบน ประเทศจีน รัสเซีย มีขนาดตัวใหญ่ในตระกูลเสือ ลักษณะคล้าย “เสือโคร่งสายพันธุ์อินโดไชน่า” จนมีความกังวล “การสวมเสือโคร่งป่ากับเสือกรง” นำเข้าสู่การค้าสัตว์ป่ากลายเป็นสูญพันธุ์ก็ได้ ล่าสุดมีการจับกุม “ขบวนการลักลอบลิงแสมสัตว์ป่าหวงห้าม 100 กว่าตัว” กำลังขนส่งไปชายแดนด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ข้ามพรมแดนผ่านไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เบื้องต้น WWF ประเทศไทย ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะ “การลักลอบค้าลิงแสม” ไม่เคยหายจากสังคมไทยแม้แต่น้อย และยังคงมีอยู่สาเหตุเพราะ “การซื้อขายสัตว์ป่า” นอกจากจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศแล้วยังเชื่อมโยงได้ว่า “การบริโภคสัตว์ป่า” อาจก่อให้เกิด “โรคไวรัสอุบัติใหม่” อันเป็นปัญหากับสุขภาพเกิดอันตรายต่อชีวิตคนได้เสมอที่น่ากังวลใจอีกประการ “ตลาดดังใจกลางกรุง” ยังมีการค้าสัตว์เลี้ยงสัตว์แปลกมากมาย ทั้งถูกนำมาโชว์หน้าร้าน...ลักลอบขายหลังร้าน ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ถูกนำเข้าจากต่างประเทศทั่วโลก เช่น นกแก้วมาคอว์ อีกัวน่า งูแปลก มักมาจากอเมริกา เซาท์แอฟริกา ทำให้เป็นศูนย์กลางค้าสัตว์แปลกทั่วโลกมารวมอยู่ตรงนี้สะท้อนถึง “ค่านิยมใหม่เกี่ยวกับสัตว์ป่า” ทั้งการเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนแก้เหงา เลี้ยงเป็นแฟชั่น ทำให้มีการนำเข้าสัตว์แปลกจากต่างประเทศ “เข้ามาเป็นธุรกิจเติบโตในตลาดไทย” อย่างเห็นได้ชัด และมีการซื้อขายกันเกลื่อนเต็มไปหมด ทั้งยังมีการขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตอีกมากมายด้วยปัญหามีอยู่ว่าอาจเป็น “แหล่งเพาะเชื้อไวรัสอุบัติใหม่” แพร่กระจายมาสู่คนก็ได้ เพราะ “สัตว์บางชนิดมักมีไวรัสอยู่ในตัว” ถ้าหากนำสัตว์จากทั่วโลกมารวมกันก็มีโอกาสสูง “เกิดไวรัสข้ามสายพันธุ์กัน” กลายเป็น “โรคระบาดอุบัติใหม่” แพร่ระบาดจากสัตว์มาสู่คนก็ได้ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว “ตลาดเมืองอู่ฮั่นของจีน” ถูกระบุว่าเป็นต้นตอการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะเชื้อไวรัสจากสัตว์นี้ไม่จำเป็นต้องบริโภคเท่านั้น แต่การที่คนสัมผัสกับสัตว์สามารถเป็นพาหะนำโรคได้ ตอกย้ำว่า... “ประเทศไทย” กำลังเป็นประเทศเป้าหมาย “กลุ่มผู้บริโภคสัตว์ป่า ผู้นิยมการเลี้ยงสัตว์แปลก และผู้ล่าสัตว์” มีตลาดกลางเมือง ตลาดการค้าตามชายแดน ตลาดออนไลน์ ซึ่งพื้นที่นี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายในการค้าขายทั้งสิ้น ดังนั้น การขายจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีความต้องการจากผู้บริโภคโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดในอนาคต ต้องมีการลดการค้าสัตว์ป่า การบริโภคสัตว์ป่า และการหยุดทำลายป่า เหตุนี้ “ทุกคน” ต้องสนับสนุนการป้องปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ที่อาจเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดโรคอุบัติระบาดจากสัตว์ไปสู่คนอีกก็ได้ถึงเวลาต้องทบทวนระยะห่างของ “คนและสัตว์ป่า” ด้วยการไม่กิน ไม่ล่า ไม่ค้า ไม่นำมาเลี้ยง เพราะไม่ใช่เฉพาะ “สัตว์ป่าสูญพันธุ์” เท่านั้น แต่ว่า “มนุษย์อาจติดไวรัส” จากสัตว์ป่าได้เช่นกัน.