วันพุธที่ 7 เมษายนคือวันนี้ เป็นวันสำคัญทางการเมืองอีกวันหนึ่ง เพราะเป็นวันเปิดประชุมรัฐสภาวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติที่มีการแก้ไขให้รัฐสภาและประชาชน มีสิทธิเสนอให้รัฐบาลจัดทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนตัดสินปัญหาสำคัญของประเทศ แทนที่จะให้รัฐบาลเป็นผู้ผูกขาดการลงประชามติฝ่ายเดียวแต่มีคำถามว่า เมื่อร่างกฎหมายผ่านรัฐสภาแล้ว ประชาชนจะได้ออกเสียงจริงหรือ? รัฐบาลจะปล่อยให้ผ่านรัฐสภาไปก่อน จากนั้นจะขอแก้ไขกลับคืนสู่แบบเดิมทันทีหรือไม่ เพื่อไม่ให้รัฐสภาหรือประชาชนมีสิทธิทำประชามติ หรือจะมี ส.ว.คนใดยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่มีเรื่องราวที่ดีๆมากมาย เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพประชาชน ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ล้วนแต่เป็นวาทกรรมที่เลิศหรู แต่ไม่อาจเป็นจริงได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หรือประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภายังมีอีกมากมาย ที่กฎหมายเป็นเพียงตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่ไม่สามารถเป็นจริงได้ในภาคปฏิบัติ เช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอถอดถอน ส.ส.หรือรัฐมนตรี มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แต่ความเป็นจริงที่รัฐสภากำลังประสบอยู่ขณะนี้ เสียงข้างมากของรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ ถ้าไม่ได้รับความเห็นจาก ส.ว.อย่างน้อย 84 เสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย แต่มีอำนาจคว่ำการแก้ไข จะแก้ทั้งฉบับก็ยิ่งปัญหาใหญ่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ พูดอีกอย่างก็คือแก้ไขทั้งฉบับก็ได้ แต่ต้องทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อน และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว ต้องทำประชามติอีกครั้ง แต่ถ้าถือตามรัฐธรรมนูญ 2560 รัฐสภาและประชาชนไม่มีอำนาจทำประชามติ เพราะเป็นอำนาจรัฐบาลถ้าร่าง พ.ร.บ.ประชามติไม่มีการแก้ไข หรือแก้ไขแล้วแต่อำนาจสิทธิ์ขาด ยังอยู่ที่รัฐบาล รัฐสภาหรือประชาชนจะบังคับให้รัฐบาลทำประชามติไม่ได้ เมื่อรัฐสภาหรือประชาชน ไม่มีสิทธิ์แม้แต่การทำประชามติ จึงหมดสิทธิ์ที่จะเสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่ง ของกฎหมายและการบังคับใช้ในโลกจริง.