เปิดทำเนียบวงการแพทย์ผิวหนังที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จะต้องมีชื่อของ “นายแพทย์วิชัย หงส์จารุ” ติดอันดับต้นๆเสมอ เพราะเขาคือผู้บุกเบิกนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้เป็นรายแรกในเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการยกย่องให้เป็น “มือปราบสิว” แพทย์คนแรกของโลกที่ค้นพบเทคนิคการรักษาสิวให้หายขาดด้วยแสงโฟโตไดนามิกส์ (PDT) จนกลายเป็นต้นแบบของการรักษาสิวที่เปี่ยมประสิทธิภาพที่สุดมาถึงปัจจุบัน ช่วยแก้ปัญหาโลกแตกให้หนุ่มสาวทั้งโลกหลังจากปักหลักสร้างชื่อเสียงให้โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์มา 20 ปี ปลุกปั้น “THE SWANLAKE” จนกลายเป็นศูนย์ผิวหนังและเลเซอร์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่ “คุณหมอวิชัย หงส์จารุ” จะออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวเปิดคลินิกเต็มรูปแบบเป็นของตัวเอง ภายใต้ชื่อ “Dr.Wichai Clinic” โดยเลือกบ้านเกิดในวัยเด็กบนถนนวิทยุเป็นทำเลทอง เพื่อย้อนความทรงจำเก่าๆของครอบครัว เสมือนได้เปิดบ้านแสนรักไว้คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่นเป็นส่วนตัวที่สุด ตำนานการรักษาสิวอันลือลั่นของคุณหมอ เริ่มต้นขึ้นอย่างไรตอนได้รับทุน “ฮาร์วาร์ด สกอลาร์ โปรแกรม” จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และกระทรวงพลังงานของอเมริกา ให้ทำการวิจัยและศึกษาด้านแสงสำหรับการรักษาโรคผิวหนัง ผมได้ค้นพบแนวทางการรักษาสิวด้วยแสง “โฟโตไดนามิกส์” หรือ PDT ซึ่งผลงานวิจัยถูกนำไปตีพิมพ์ในวารสารแพทย์ “เจอร์นัล ออฟ อินเวสติเกทีฟ เดอร์มาโทโลจี” และตั้งแต่นั้นก็มีการนำเทคนิคการรักษาสิวด้วยแสง PDT มาใช้อย่างแพร่หลาย พร้อมต่อยอดมาพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับความนิยมในหลายประเทศ ทั้งในกลุ่มของอเมริกา, ญี่ปุ่น และเกาหลี อะไรคือหลักการทำงานสำคัญของ PDT ที่ทำให้ปราบสิวได้หมดจดถาวรปกติเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวจะสามารถผลิตสารไวแสงชนิดหนึ่ง เมื่อทำปฏิกิริยากับแสงความถี่ที่เฉพาะเจาะจง (แสงสีน้ำเงินและแสงสีแดง) จะเกิดปฏิกิริยา “โฟโตไดนามิกส์” มาทำลายตัวแบคทีเรียเอง การฉายแสงจะทำปฏิกิริยากับสารไวแสง โดยมีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเกิด PDT สาเหตุที่ PDT ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 10 ปี เพราะเป็นทางออกที่สามารถทำให้สิวหายขาด และทำให้ต่อมไขมันฝ่อได้ถาวร ในระยะหลังยังมีเครื่องเลเซอร์หลายชนิดถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยหลักการ PDT อาศัยสารไวแสงจากธรรมชาติที่อยู่ในตัวเชื้อสิวเอง คร่ำหวอดในวงการมานาน อะไรคือปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทยคนไทยมีปัญหาเรื่องสิวมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยรอยแดงที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นสิวเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในหมู่วัยรุ่นไทย ผมตั้งใจศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยตรง จนค้นพบเทคนิคใหม่นำเลเซอร์สำหรับรักษาปานแดง “Vbeam” มาใช้รักษารอยแดงจากสิวเป็นคนแรกของโลก ผลวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารภายในของบริษัท “Candela” ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกด้านเลเซอร์ และปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในการนำไปรักษาแผลเป็นและหลุมสิว โดยมีผลการวิจัยตีพิมพ์สนับสนุนตามมาจากทั่วโลก ภูมิใจแค่ไหนที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศในฐานะนักบุกเบิกของวงการแพทย์ผิวหนังผมชอบทำงานวิชาการ และสนุกกับการคิดค้น “parameter” ใหม่ๆจากเครื่องมือที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาคนไข้ หลายแอปพลิเคชันที่นำมารักษาถือเป็นการค้นพบใหม่ๆของโลก ไม่ว่าจะเป็น การใช้เครื่อง “Vbeam” ของบริษัท “Candela” รักษารอยแดงจากสิว หรือล่าสุดผมได้ตีพิมพ์รายงานการรักษาฝ้า รวมทั้งรอยดำต่างๆที่รักษายาก ด้วยเครื่อง “PicoWay” นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ “Candela” เลือก “Dr.Wichai Clinic” เป็น “CANDELA Center of Excellence” (COE) เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ถือเป็นรางวัลการันตีความสำเร็จที่มอบให้แพทย์ที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ และมีความสามารถทางคลินิก ปัจจุบันทั่วโลกมี “CANDELA COE” อยู่ 41 แห่ง โดยในเอเชียแปซิฟิก มีเพียง 5 แห่ง และ “Dr.Wichai Clinic” เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย ที่ได้เป็น “CANDELA COE” ตรงนี้ถือเป็นก้าวกระโดดของวงการแพทย์ผิวหนัง ในวงการนี้แข่งขันกันดุเดือดเลือดพล่าน มีเคล็ดลับอย่างไรจึงสร้างความไว้วางใจให้คนไข้มาตลอด 2 ทศวรรษเวลารักษาคนไข้สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือ การเลือกประเภทของเครื่องมือและทรีตเมนต์ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของคนไข้แต่ละบุคคลมากที่สุด ผมจะสรรหาเทคโนโลยีดีที่สุดมาใช้ เพื่อพัฒนาให้เกิดผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับคนไข้ โดยจะเน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง และต้องปราศจากผลข้างเคียง สำหรับผมแล้วงานดูแลผิวพรรณเป็นศาสตร์และศิลป์ ส่วนเทคโนโลยีก็เป็นส่วนหนึ่ง หลักการของผมคือเป็นแบบค็อกเทลไม่มีสูตรตายตัว ทุกอย่างต้องประกอบกันจากหลายๆปัจจัย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีเทคโนโลยีไหนไหมคะที่คุณหมอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะได้ไม่คุ้มเสียสมัยก่อนผมเป็นคนไม่ชอบโบทอกซ์ แต่ปีสองปีนี้เป็นจุดเปลี่ยน โบทอกซ์มีบทวิจัยออกมาดีมาก การฉีดเข้าไปอีกแนวหนึ่ง ที่เรียกว่า “เดอร์โมลิฟต์” ลดความเข้มข้นของโบทอกซ์ลง นักวิจัยค้นพบว่าสามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี และได้ผลลัพธ์ที่อ่อนโยนเป็นธรรมชาติไม่ดูแข็งเป็นพลาสติก แต่สิ่งที่ผมยืนยันว่าไม่เอาแน่ๆคือ “ฟิลเลอร์” เพราะมีความน่ากลัวแฝงอยู่ มีโอกาสตาบอดได้ ถึงแม้จะฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีหลายบทวิจัยบ่งชี้ว่า “ฟิลเลอร์” ทำให้คนตาบอด เฉพาะประเทศไทยมีคนตาบอดเพราะฟิลเลอร์ไปแล้วอย่างน้อย 50 คน ผมจึงไม่คิดเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงเด็ดขาด เพราะไม่ปลอดภัยต่อคนไข้ ในอังกฤษทำวิจัยเรื่องอันตรายจากการฉีดสารพวกนี้แล้วทำให้ตาบอด ค้นพบว่า ในจำนวน 190 คน มีถึง 43% ตาบอดจากการฉีดไขมันหน้า, 23% ตาบอดจากการฉีดสารเติมเต็ม HA ส่วนที่เหลือตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ งานประชุมทั่วโลกตอนนี้เริ่มกังวลถึงผลข้างเคียงของฟิลเลอร์แล้ว เรื่องนี้ผมต้องบอกให้คนไทยได้รู้ ต้องให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุด การฉีดฟิลเลอร์ต่อเนื่องระยะยาวจนคางย้อยแก้มตุ่ยเป็นก้อนๆ จะเกิดภาวะโอเวอร์ฟิลซินโดรม ฉีดแล้วต้องเติมบ่อยๆ กลายเป็นเพิ่มมวลสารให้ใบหน้า ถ้าหมอคนไหนบอกว่าฉีดแล้วสลายได้เอง อย่าไปเชื่อเด็ดขาด เพราะสสารไม่มีวันหายไป ฉีดมวลสาร 100 กรัม เท่ากับหมู 1 ขีด ฉีด 3 ครั้ง เท่ากับมีหมู 3 ขีดบนใบหน้า คอลลาเจนน้อยๆของคุณไม่มีการหดตัว แล้วยังต้องมาแบกหมูอีก 3 ขีด หน้าไม่มีทางเรียวเล็กลง มีแต่จะหน้าใหญ่บวมตุ่ยขึ้น หลายคนยังเสพติดฟิลเลอร์อยู่ และไม่เห็นพิษภัยของมัน ผมจึงต้องออกมาเตือน ถ้าอยากสาวอยากสวยอมตะแบบปลอดภัย วิธีไหนดีที่สุดคะหมอใช้เทคโนโลยีในกลุ่มคลื่นพลังงานปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอัลตราซาวด์, เลเซอร์, RF และ Fraxel หลักสำคัญคือต้องใช้อย่างถูกต้อง ใช้ในสัดส่วนที่เหมาะสม และใช้ให้ถูกกับสภาพปัญหาที่แท้จริง ทั้งนี้เป็นเรื่องฝีมือของหมอล้วนๆ ถ้าเจอหมอเก่งๆทำแล้วต้องสวยกว่าเดิม ไม่มีแย่กว่าเดิมแน่นอน อยากให้คนไทยเปลี่ยนมายด์เซตใหม่ว่าความสวยในอุดมคติที่ถูกต้องคือการมีผิวสวยผิวดีไม่ใช่แข่งกันสร้างกรอบหน้าชัด ทำหน้าวีเชฟคางแหลมเหมือนเกาหลี ไปดูพระมเหสีจักรพรรดิส่วนใหญ่หน้ากลมและหน้าเหลี่ยมทั้งนั้น อีกอย่างความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อยากสวยอย่าติดที่เครื่องไม้เครื่องมือ เราไปหาช่างตัดผมเราไม่ได้ไปหาที่กรรไกร สำคัญที่สุดเวลาไปหาหมอต้องเชื่อใจหมอ แค่บอกว่าอยากได้อะไร แล้วปล่อยให้หมอเป็นคนเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดทุ่มเททำงานหนักขนาดนี้ ความสุขของคุณหมออยู่ตรงไหนคะความสุขอยู่ที่งานครับ เห็นคนไข้แฮปปี้และเดินสวยๆกลับออกไป ผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ แต่ถ้ามีเวลาว่างผมจะชอบตีปิงปอง และขี่จักรยาน เชื่อไหมปิงปองนี่ดีมากเลยช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ เพราะเราได้ใช้สมองกระตุ้นพร้อมกัน ทำให้ได้รับออกซิเจนมหาศาล.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ