ความเคลื่อนไหว “กลุ่มราษฎร” ที่ยกระดับกดดัน “รัฐบาล” แบบดาวกระจาย ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พุ่งเป้า “นายกฯ ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” ที่มีการนัดชุมนุมรายวันเช่นนี้แล้ว “สื่อมวลชน” ต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ “ภาคสนาม” เข้าพื้นที่การชุมนุม “รายงานเหตุการณ์” ที่ต่างมีวิธีนำเสนอผ่านการเลือกใช้สื่อ เทคนิคใช้ภาษา ถ้อยคำ และบุคลิกภาพบริบทแตกต่างกันไปในช่วงที่ผ่านมานี้การนำเสนอข่าวของ “อาร์ทตี้-ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์” อดีตนักข่าว นสพ.บางกอกโพสต์ เกาะติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทุ่มเท ที่ดูแปลกตาด้วยลีลาการนำเสนอเร้าใจตรงไปตรงมา “ผ่านการไลฟ์สด” ในการใช้ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ฟังเข้าใจง่าย ทั้งยังมีจุดเด่นเป็นตัวของตัวเอง ไม่กลืนไปกับกระแสด้วยเหตุที่ลงพื้นที่จริง...มีอุปกรณ์ติดตัว...คือ ไมโครโฟน โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม้เซลฟี่ ในการทำหน้าที่ถ่ายภาพรายงานสดเอง ในบางครั้ง “ก็ไม่สนใจโลก” เดินลากรองเท้าแตะเข้าไปทำงานในการชุมนุม นั่งวินมอเตอร์ไซค์ หรือวิ่งตามผู้ชุมนุม ควบคู่กับการรายงานแบบเรียลไทม์ ไม่ให้พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญด้วยซ้ำ สามารถใช้ไหวพริบแก้ไขสถานการณ์ได้เป็นเลิศ ทำให้ “ประชาชน” เกิดความชื่นชอบ กลายเป็นขวัญใจ “ผู้ใช้ออนไลน์” และ “ผู้ชุมนุม” ในเวลาอันรวดเร็ว “ทีมข่าวสกู๊ปหน้า 1” ได้มีโอกาสนัดพูดคุยกับ “อาร์ทตี้-ปฐพร” อย่างเป็นกันเอง ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านถนนราชดำริ กรุงเทพฯในเส้นทางสายการเป็นสื่อมวลชนนี้ว่าจริงๆแล้ว...ไม่ได้เกิดมาอยู่ในครอบครัวเพอร์เฟกต์มากมาย เพราะตอนอายุ 6 ขวบ “พ่อและแม่แยกทางกัน” ดังนั้นชีวิตก็มีคุณแม่ ยาย กง ป้า ให้การอบรมเลี้ยงดู และให้เข้า “โรงเรียนคริสฯ” อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ด้วยนิสัยชื่นชอบเรียน และอ่านมากพิเศษ โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ” ทำให้เห็นว่าการศึกษามีความสำคัญมากๆคราวนั้นจำได้...“บ้านติดจานดาวเทียม” ทำให้มี “การ์ตูนเน็ตเวิร์ก” ดูได้ทั้งวันทั้งคืน และ “คุณยาย” มักมาตักเตือนให้เข้านอนอยู่เสมอ ในช่วงกลางวันก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร การ์ตูนภาษาอังกฤษ หรือชอบฟังเพลง “เดอะโรลลิงสโตนส์” ตาม “คุณป้า” ส่งผลให้ชอบภาษาอังกฤษ เพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวนี้ทำให้อยากเห็น...“ระบบการศึกษาที่ดี” ที่เป็นพื้นฐานโครงสร้างทางสังคมที่ดี เพราะยังมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ “นักเรียน” ต้องสามารถโต้เถียงแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนได้เต็มที่ที่ไม่ถูกตำหนิ ลงโทษ เช่น “อเมริกา” เปิดโอกาสให้โต้เถียง เพื่อกระตุ้นการเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่การท่องจําเช่นทุกวันนี้ในระหว่างนั้นเอง “คุณยาย” พูดแทรกเพิ่มเติมขึ้นว่า ที่บ้านเป็นแฟนพันธุ์แท้ นสพ.ไทยรัฐ มานานกว่า 40 ปี เพราะชอบความเป็นเอกลักษณ์ประเด็นข่าวกระชับ ด้วยการใช้ภาษาอ่านเข้าใจง่าย และรู้สึกดีใจที่ได้เจอคนข่าวหนังสือพิมพ์ตัวจริง โดยเฉพาะ “อาร์ทตี้” ที่จะมีโอกาสได้ลงคอลัมน์สกู๊ปหน้า 1 นสพ.ไทยรัฐ ด้วย“อาร์ทตี้” เล่าต่อว่า เมื่อเรียนคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยน AFS แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 1 ปี เพราะตอนเด็ก “ดื้อรั้น” ทำให้ครอบครัวกังวลจนถูกส่งไปเรียน แต่นับเป็นประสบการณ์ได้ซึมซับแนวคิดตะวันตก นำมาผสมผสานแนวคิดตะวันออกสาเหตุถูกมองว่า “ดื้อรั้น” เพราะ “คุณยายนับถือคาทอลิก” ในทุกปี “คริสต์มาส” ต้องให้ร้องเพลงในโบสถ์ มักถูกบังคับ “สวดภาวนา” แต่เราคิดว่า “พระเจ้า” คือ “อะไรก็ได้ที่อยู่ในใจ และเรามีความเชื่อนับถือ” ทำให้บางครั้งขัดแย้งกันบ้าง แต่ทุกครั้งมักนำ “ถกเถียงกันบนโต๊ะกินข้าว” ด้วยการพูดคุยให้เข้าใจตรงกันเสมอเพราะ “ครอบครัว” มักเปิดโอกาสให้ “ถกเถียงแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอภาค” ที่ไม่มีการลงโทษเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ห้ามพูดหยาบคายเท่านั้น ทำให้มองสะท้อนถึง “สังคม” ที่กำลังมีความคิดต่างขณะนี้ และก็ไม่เดือดร้อนใจกับบุคคลมีความคิดเห็นต่างกัน แต่อยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยการพูดคุยเช่นกันตอนนั้นก็ “น้อยใจตามประสาเด็ก” เหมือนกัน มักถามเสมอว่า “ทำไมไม่มีพ่อเหมือนคนอื่น” เมื่อโตขึ้นโดยเฉพาะช่วงเรียนอเมริกา ก็ได้เห็น “บางครอบครัว...พ่อแม่ไม่สนใจลูก” แต่เขายังมีความสุขอยู่ได้ ทำให้หันมาคิดใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องโทษ “พ่อแม่” เพราะเขาอาจมีข้อจำกัดต่อ “ความรัก” ได้เพียงเท่านี้ก็ได้อีกทั้งยังมี กง ยาย ป้า และคุณแม่ ให้ความรักอบอุ่นด้วยดีมาตลอด กลายเป็นแรงผลักดันให้ต้องเข้มแข็งมากกว่าปกติด้วยซ้ำ จนไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดความรัก ความอบอุ่นแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ...ย้อนมาในสมัยเรียน...“ไม่เคยคิดเป็นนักข่าว” แต่มีจุดมุ่งมั่นเรื่องการแต่งเพลง และร้องเพลงที่แต่งขึ้น ตามความฝันของวัยเด็ก ที่ชอบร้องเพลงแหกปากลั่นบ้านอยู่ประจำ แต่เพราะ “ประเทศไทย” มักไม่มีพื้นให้ “ความฝัน” มิเช่นนั้นก็คงไม่เห็นเด็กออกมา “เป่าแซกโซโฟน สีไวโอลิน” อยู่ข้างถนนเป็นแน่ ดังนั้น อยากให้ประเทศ “เปิดพื้นที่ของความฝัน” เพราะยุคนี้ “ผู้ใหญ่” มักให้ลูกมุ่งมีอาชีพ หมอ พยาบาล ข้าราชการ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ สะท้อนให้เห็นว่า “โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้อให้เด็กมีความฝัน” ทำให้เข้าใจ “คนรุ่นใหม่” ถูกกดดันด้วยการนำตัวเองเปรียบเทียบสิ่งที่มีอยู่ในโลกโซเชียลฯ อยู่ตลอดเวลาด้วยเหตุส่วนตัว...“ชอบอ่าน เขียน และคิด” มีโอกาสทำวิจัยในจุฬาฯ หลายครั้ง และมาทำงานด้านโฆษณาไม่นานก่อนจับพลัดจับผลูมาอยู่ นสพ.บางกอกโพสต์ ทำให้มีประสบการณ์เขียนอังกฤษในรูปแบบรายงานข่าว ให้ระดับผู้บริหาร สถานทูต และคนต่างชาติ เข้าใจเหตุการณ์ สามารถทำประโยชน์มากมายให้ประเทศด้วยซ้ำเรื่องเขียนข่าวนี้ก็ขอยกเครดิตให้ “พี่เอม-กรชนก รักษาเสรี” ได้สอนประสบการณ์ดีๆ ในการเสนอข่าว ส่วน “ความฝันนักแต่งเพลง” ก็ไม่ทิ้งยังดำเนินการแต่งเพลงอยู่ตลอดเช่นกันทว่า...“ประสบการณ์ทำงานด้านสื่อมวลชน” ในช่วงแรกอยู่ภายใต้สายงานการเมืองและการต่างประเทศ ยอมรับว่าการทำหน้าที่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย “เหนื่อยมากๆ” จนมีความคิด “ลาออก” ขอกลับไปอยู่บ้านด้วยซ้ำ ก่อนเข้ามาสู่สาย “การชุมนุม” ด้วยการริเริ่มปรับเปลี่ยน “บางกอกโพสต์รายงานสด” สู่โลกดิจิทัลมากขึ้นเท่าที่ได้สัมผัส “ผู้ชุมนุม” มองว่า ตอนนี้ประเทศไทย “ไม่ใช่ขัดแย้งทางการเมือง” แต่เป็นความขัดแย้งของ “เจเนอเรชัน” สาเหตุเกิดจาก “เด็กรุ่นใหม่คิดแบบนี้ แต่ผู้ใหญ่ก็มีความคิดอีกทาง” และต่างกล่าวอ้างกันว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่เข้าใจต่อโลกความเป็นจริงของฝ่ายตัวเองกระทั่งกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวของ “คนรุ่นใหม่” ต่างมีความรู้สึกว่า “โลกของผู้ใหญ่” กำลังจะพลิกโฉมเปลี่ยนไป ทำให้มีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกอนาคตที่ดีกว่าเดิม จนเกิดเป็นอุดมการณ์ “ไม่พอใจรัฐบาล และรัฐธรรมนูญ 2560” ถูกเขียนขึ้นหลังรัฐประหาร ที่อาจมี “การเมือง” เข้าแทรกหวังผลประโยชน์อยู่บ้างแต่ในฐานะ “อาชีพสื่อมวลชน” การทำหน้าที่ต้องยอมรับฟังทุกฝ่าย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน ได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้ง “ประเทศไทย” ก็มีพื้นที่ให้แสดงออกทางความคิดอย่างเสรีภาพ ตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ สุดท้ายความขัดแย้งนี้ก็ต้องจบด้วยการ “พูดคุย” ให้เกิดความเข้าใจกันถ้าหาก “สื่อ” ถูกปิดกั้น ถือว่า “ไม่ยุติธรรม” เพราะเป็นพื้นฐานของสังคมในระบอบประชาธิปไตย และเป็นผู้ปกปักพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น “สื่อกระแสหลัก” ต้องทำหน้าที่เป็นประตูเขื่อนกลั่นกรองข้อมูลไม่ดีไปสู่ประชาชน เพื่อเป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือให้เป็นแกนหลักต่อประเทศสิ่งประทับใจ “ในพื้นที่ชุมนุม” ก็มีเรื่องราวดีๆ อยู่มากมาย โดยเฉพาะความน่ารัก มีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้แก่คนไทยด้วยกัน เพราะในเวลาตัวเองทำงาน มักไปลำพัง และต้องไลฟ์รายงานสด ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ชุมนุมได้ทุกกลุ่ม ในการช่วยเป็นตากล้องจำเป็นชั่วคราว และทุกคนก็ไม่เคยปฏิเสธ ทำให้รู้สึกประทับใจที่สุดแต่ในช่วง 2 สัปดาห์มานี้ “รู้สึกเหนื่อย และเจ็บปวด” ในการทำหน้าที่ “สื่อมวลชน” จากแรงกดดัน...ด้วยคำว่า “ทำข่าวถูกใจก็เป็นพวกเขา...ทำข่าวไม่ถูกใจก็ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายตรงข้าม” สุดท้ายได้แต่คิดว่า การถูกตำหนิบ้างก็ดี เพื่อจะได้ทำหน้าที่ได้รอบคอบดีขึ้นกว่าเดิม...นี่คือ...เรื่องราวของ “ชายผู้สู้ชีวิต” เพื่อความฝัน และสิ่งที่เชื่อมั่น ด้วย “อุดมคติ” ไม่ยึดติดกับอดีต แต่คิดถึงอนาคต ไม่เคยนอนทับฝัน ด้วยข้อจำกัดทางสังคม จนประสบความสำเร็จในวันนี้...