นอกจากโควิด-19 จะทำให้คนทั้งโลกหวาดผวา และเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดอย่างรวดเร็วแล้ว โรคที่กำลังคุกคามประชากรโลกอย่างช้าๆ จนไม่ทันตั้งตัว และเป็นสาเหตุของบรรดาโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง ที่เรียกว่า NCDs หรือ non communicable diseases ก็คือ “โรคอ้วน”ผลการศึกษาพบว่า ประชากรที่ป่วยเป็นโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยพบว่ามีคนที่มีน้ำหนักเกินหรือมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่ราวกว่า 2,200 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของประชากรโลกองค์การอนามัยโลก หรือ WHO พบว่า 1 ใน 3 ของประชากรที่เป็นโรคอ้วน หรือประมาณกว่า 600 ล้านคน มีอาการป่วยจากสาเหตุของโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และรวมถึงมะเร็งบางชนิด งานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากระบุตรงกันว่า ความอ้วนไม่ได้เกิดจากสาเหตุแค่การกินอาหารมากเกินไป หรือกินอาหารที่มีผลต่อน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้คนอ้วน...แม้ไม่ได้กินมากก็ตามอย่างแรก จุลินทรีย์ในลำไส้ ที่ผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่า สิ่งมีชีวิตเล็กๆอย่างจุลินทรีย์บางชนิดที่อยู่ในลำไส้ เป็นตัวควบคุมการย่อย ยิ่งร่างกายมีจุลินทรีย์เหล่านี้มากเท่าไหร่ การย่อยอาหารและแม้แต่ไขมันต่างๆจะดีกว่าคนที่ไม่มีจุลินทรีย์เหล่านี้ ซึ่งการที่จะทำให้ร่างกายมีจุลินทรีย์ช่วยผอมอยู่ในลำไส้มากๆ นักโภชนาการแนะนำว่า ควรกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย ผักและผลไม้ พันธุกรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้คนอ้วน แม้จะกินน้อย ออกกำลังกาย หรือกินอาหารสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า การถ่ายทอดทางพันธุกรรม มียีนอย่างน้อย 100 ชนิดที่ส่งผลต่อน้ำหนัก, ความอยากอาหาร หรือแม้แต่การเผาผลาญแคลอรี เวลาในการกินอาหาร ข้อนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดกันอย่างแพร่หลายมากว่า ยิ่งกินอาหารในช่วงเย็นหรือดึกมากเท่าไหร่ โอกาสที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นก็มีมากเท่านั้น เพราะในเวลากลางคืน ร่างกายของเราจะไม่ย่อยไขมันและน้ำตาล ดังนั้นการกินอาหารเย็นก่อน 1 ทุ่ม อาจช่วยให้ลดน้ำหนัก หรือน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นได้ สมอง มีงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ ระบุว่า หลายครั้งที่เราอาจประเมินสิ่งที่กินต่ำกว่าความเป็นจริงถึงประมาณ 30-50% นั่นเป็นเพราะสมองสั่งการให้มีความอยากกินอาหารและคิดว่าร่างกายยังได้รับอาหารไม่พอ สมองเป็นตัวควบคุมอาการหิวและอิ่ม แพทย์และนักโภชนบำบัดให้คำแนะนำตรงกันว่า คนเราควรกินให้เกือบอิ่ม โดยไม่ต้องกินหมดจนถึงอิ่มแปล้ และควรลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ฮอร์โมน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควบคุมความอยากอาหาร มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ จากอิมพีเรียลคอลเลจ ของประเทศอังกฤษ ที่สร้างฮอร์โมนในลำไส้ขึ้นมาใหม่ เพื่อควบคุมความอยากอาหาร หลังการผ่าตัดลดน้ำหนักเพื่อทดสอบประสิทธิผลของการผ่าตัดลดความอ้วน โดยทำให้ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิวลดลง และปรับสมดุลจนกระทั่งผู้ป่วยโรคอ้วน มีน้ำหนักที่เหมาะสมดร.โรเจอร์ เฮนเดอร์สัน หนึ่งในนักวิจัยด้านการแพทย์และโภชนบำบัด ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องโรคอ้วน ว่า จริงๆแล้วน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุที่ซับซ้อนเลย เพียงแค่ร่างกายได้รับแคลอรีเกินกว่าที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ จึงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แต่ที่เราไม่ทันสังเกตก็เพราะว่า กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการเพิ่มน้ำหนักดร.เฮนเดอร์สัน บอกว่า อารมณ์เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความอ้วน กล่าวคือ การกินอาหารมากเกินไปอาจมีสาเหตุจากอารมณ์ของเราเอง เช่น มีความเครียด เบื่อ หรือเศร้า ก็อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว นอกจากนี้ภาวะทางการแพทย์บางอย่างอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เช่น ต่อมไท-รอยด์ทำงานต่ำ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบในสตรี (PCOS) โรคซึมเศร้าและหัวใจล้มเหลว เช่นเดียวกับยารักษาภาวะความดันโลหิตสูง ยาสเตียรอยด์สำหรับรักษาภาวะอักเสบหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบ โรคแพ้ผื่นคัน และหอบหืด รวมทั้งยารักษาอาการซึมเศร้าและยาควบคุมอารมณ์อาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะจะเข้าไปกระตุ้นความอยากอาหารหรือลดการใช้พลังงานของร่างกายลงสุดท้าย การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ เป็นอีกสาเหตุของความอ้วน ที่เราอาจคาดไม่ถึง และไม่คิดว่าจะเป็นสาเหตุของความอ้วนได้.