โจเซฟ โรบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์. หรือ “โจ ไบเดน” ลืมตาดูโลกในห้วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 20 พ.ย.2485 ในครอบครัวชนชั้นกลาง เมืองสแครนตันรัฐเพนซิลเวเนีย แต่เติบโตที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ และคร่ำหวอดแวดวงการเมืองนับแต่ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์ ปี 2515 และครองตำแหน่งเป็นเวลาถึง 7 สมัยติดต่อกัน ก่อนหันเหลงศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ไม่สำเร็จจนสมัยบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดี ถึงบรรลุความฝันไปครึ่งหนึ่ง ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีอยู่จนครบ 2 เทอม และการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ประกาศลงชิงชัยในฐานะตัวแทน พรรคอีกครั้ง ก็ผ่านฉลุย เรียกได้ว่าประสบการณ์มาแบบจัดเต็มอัตราศึกสำหรับนโยบายการหาเสียงของไบเดน เน้นเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิทธิการเข้าถึงรักษาพยาบาล หรือประกันสังคม และกลับมาสร้างสายสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ แผนรับมือ “โควิด-19” ที่นอกจากจะให้ทุกรัฐออกกฎข้อบังคับการสวมหน้ากากแล้ว ยังเล็งจ้าง 100,000 คน เพื่อดำเนินโครงการติดตามผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ โดยให้มีศูนย์หาเชื้ออย่างน้อยรัฐละ 10 แห่ง เพื่อบริการตรวจหาเชื้อฟรีด้านปัญหา “ภาวะโลกร้อน” หากชนะการเลือกตั้งเขาจะกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสอีกครั้ง และมุ่งให้เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนเป็น ศูนย์ภายในปี 2593 พร้อมประกาศการว่าจ้างงานหลายล้านตำแหน่งสำหรับการเปลี่ยนไป ใช้พลังงานทดแทนโดยทุ่มงบประมาณกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนภาค “เศรษฐกิจ” เล็งเพิ่มการจัดเก็บภาษีผู้มีรายได้สูง หรือมากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี และยังจะเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจาก 7.25 ดอลลาร์ ต่อชั่วโมง เป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงสำหรับ “ระบบประกันสุขภาพ” จะขยายกฎหมายประกันสุขภาพ ต้องการลดอายุผู้ที่จะเข้าถึงโครงการเมดิแคร์ จาก 65 ปี เป็น 60 ปี และให้ทุกคนมีทางเลือกแผนประกันสุขภาพได้หลากหลายขึ้นขณะที่การ “ต่างประเทศ” จะหันไป ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มพันธมิตรบนเวทีโลก รวมถึงจีนและสมาชิกสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ว่าจะถอนงบช่วยเหลือ“ผมจะทำงานมุ่งสร้างความหวัง ไม่ใช่ความกลัว และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์ การให้ความเคารพ และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้เห็นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา” นี่คือคำกล่าวของบุรุษวัย 77 ปี ที่อาจเป็นประธานาธิบดี อายุมากที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯเป็นเวลา 4 ปี ที่ “โดนัลด์ จอห์น. ทรัมป์” วัย 74 ปี นักธุรกิจนิวยอร์กสายบันเทิงและประกวดนางงาม ได้เข้ามาโลดแล่นบนเวทีการเมืองสหรัฐฯและการเมืองโลก หลังคว้าชัยชนะไปอย่างเหนือความคาดหมาย ในศึกเลือกตั้งประชันกับฮิลลารี คลินตัน นักการเมืองลายครามจากพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต ปี 2559มาคราวนี้ ก็เกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีปัญหาอะไร หากไม่พานพบกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะไปทุกหย่อมหญ้า จนทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วกว่า 230,000 คน ติดเชื้อต่อเนื่องทะลุ 9 ล้านคน ธุรกิจท้องถิ่นพังยับ เซ้งกิจการกันระนาวผลกระทบจะมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานผลการโหวตลงคะแนนจะเป็นคำตอบชี้ขาด ให้เห็นกันชัดๆไปเลยว่านโยบายยี่ห้อ ทรัมป์ยังคงครองใจอเมริ-กันชนอยู่หรือไม่ โดยประเด็น “โควิด-19” ทรัมป์ได้ดำเนินการอัดงบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งพัฒนายาต้านและวัคซีน หว่านวาจา ว่าไวรัสไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวล สักพักก็หายไปเอง พร้อมสั่งหน่วยงานสาธารณสุขทำทุกอย่างเพื่อเปิดประเทศ หวังให้เศรษฐกิจกลับมารันได้เหมือนเดิม ควบคู่ไปกับการลดภาษีเงินได้ และการประกาศสร้างงาน 10 ล้านตำแหน่งใน 10 เดือนส่วนประเด็น “สีผิว” ที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซัง ทรัมป์ไม่เชื่อว่าองค์กรตำรวจมีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว พร้อมออกตัวสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาระเบียบและกฎหมายอย่างไม่แยแสผู้ชุมนุมผิวสีที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิภายใต้แคมเปญแบล็ก ไลฟ์ส แมตเทอร์ หรือบีแอลเอ็มซึ่งมีนักวิเคราะห์มองในเชิงการเมืองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสัดส่วนคนผิวดำในสหรัฐฯ มีประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ ฮิสแปนิกราว 20 เปอร์เซ็นต์ คนผิวขาวที่ทรัมป์มองเป็นฐานเสียง อยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ขณะที่นโยบาย “การต่างประเทศ” ทรัมป์ยังคงชัดเจนในจุดยืน “อเมริกามาก่อน” กดดันชาติพันธมิตรเก่าอย่างไม่เกรงใจ แสดงบทบาทเผชิญหน้ากับขั้วอำนาจใหม่โลกอย่าง “จีน” กันตรงๆ ตั้งกำแพงภาษีสินค้า จุดประเด็นแทรกแซงองค์การระหว่างประเทศ และกล่าว หาว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ไวรัสมรณะ เช่นเดียวกับเรื่องความมั่นคงที่ทรัมป์เลิก “แสร้งว่าดี” โดยบีบให้ชาติต่างๆซื้ออาวุธอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ลดกำลังทหารในต่างแดนผลสำรวจศูนย์วิจัยพิวรีเซิร์ชของสหรัฐฯ สอบถามในออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี-ใต้ สเปน และอังกฤษ ต่างให้คะแนนเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์เป็นตัวป่วนโลก 83 เปอร์เซ็นต์ กลับกัน “แองเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ถือเป็นบุคคลที่ชาวโลกเชื่อมั่นมากที่สุด 76 เปอร์เซ็นต์อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เหตุการณ์ “แคมบริดจ์ อานาไลติกา” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอของค่ายทรัมป์ มีความเฉียบขาด ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดียทำให้คนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เปลี่ยนขั้วทางการเมืองได้อย่างง่ายดายจึงเป็นคำถามสำคัญว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย.นี้ ทรัมป์ดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน และประชาชนแดนพญาอินทรีในยุคที่ขาดสื่อออนไลน์ไม่ได้ ได้ตัดสินใจไปเช่นไร ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง.ทีมข่าวต่างประเทศอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 เกาะติดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา