ภาพรวมของการปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 13-22 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้จะมีการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ไปแล้วก็ตาม พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. สรุปการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ทั้งหมด 81 คดี มีผู้ต้องหา 78 คน มี 3 รายที่เป็นผู้ต้องหาซ้ำในคดีเดียวกัน แบ่งเป็นข้อหาสำคัญคือ ฝ่าฝืนข้อกำหนดในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินี ข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดที่มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และ ข้อหาขัดคำสั่ง เจ้าพนักงานในจำนวนผู้ต้องหาทั้งหมด เป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีจำนวน 4 ราย อายุระหว่าง 20-30 ปี จำนวน 59 ราย อายุ 40-50 ปี จำนวน 7 ราย และ อายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 11 รายทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่าถึงแม้จะมีการ ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีกฎหมายอื่นๆเอาผิดได้ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นต้นกรณีที่แสดงความเป็นห่วงว่าจะต้องดำเนินคดีกับเยาวชนนั้น เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย แต่บทลงโทษจะเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.เด็กและเยาวชน ซึ่งคดีจะแยกพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบ ของประเทศ ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาจากอีกฝ่ายหนึ่งว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การใช้กฎหมายเข้าควบคุมความสงบจึงเป็นเหตุอันควรที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ ยกเว้นการใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปรามที่ก้ำกึ่งระหว่างหลักนิติศาสตร์กับหลักรัฐศาสตร์เสี่ยงกับการเป็นอาชญากรโดยเฉพาะการชุมนุมครั้งนี้มีความแตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่การชิงอำนาจการเมืองธรรมดา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองที่นำความเปลี่ยนแปลง โดยเด็กและเยาวชนอนาคตของชาติความพยายามจะใช้เวทีสภาเป็นเวทีทางออกของวิกฤติประเทศ ตามมาตรา 165 อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อ หาทางออกร่วมกัน จากความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตยผ่านรัฐสภาแต่ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลทันทีเพราะความขัดแย้งที่สุดโต่งระหว่าง สองขั้ว ที่ ไม่ใช่ขั้วการเมือง แต่เป็น ขั้วมวลชน เพราะฉะนั้น นอกจากการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้เวลา ต้องใช้การแก้ปัญหาด้วยวิธีการพูดคุยเจรจาอย่างสันติแล้วก็ต้องยอมรับความเห็นต่างให้ได้ด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th