กระแสนักเรียน นักศึกษา และ ประชาชน ในนาม“คณะราษฎร” ออกมากดดัน “รัฐบาล” ให้ปฏิบัติตามการเรียกร้อง 3 ข้อเดิม 3ข้อเรียกร้องใหม่ ด้วยการเดินหน้ายกระดับชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ในรูปแบบดาวกระจายรายวันและใช้ “เทเลแกรม” เป็นช่องทางการสื่อสาร “สับขาหลอกตำรวจ” ที่ไม่แจ้งนัดหมายล่วงหน้าในการเคลื่อนมวลชนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังทำเนียบรัฐบาล ที่ถูกเผยแพร่สดผ่านออนไลน์ออกไปทั่วโลกแทนขณะที่ “กลุ่มปกป้องสถาบัน” ก็มีการนัดรวมตัวออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่ กทม. และต่างจังหวัด จัดกิจกรรมคู่ขนานเวที “คณะราษฎร” เพื่อเรียกร้องรัฐเร่งจัดการกลุ่มหมิ่นสถาบันทั้งทางตรง เเละทางอ้อม ทำให้เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองทิศทางประเทศอย่างใกล้ชิดวิกฤติความขัดแย้งนี้อาจขยายผลให้เกิดเหตุรุนแรงในการเปิดฉากเผชิญหน้า “ม็อบชนม็อบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ “ตำรวจ” ในฐานะเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย มีหน้าที่สกัดกั้นการเผชิญหน้ากัน เพื่อไม่ให้บานปลาย “ฝ่าฝืนระเบียบสังคม” กระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้อื่น...แม้ว่า... “ตำรวจ” ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใด แต่ก็ต้องจาก “ครอบครัว” ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย ยึดหลักขั้นตอนตามยุทธวิธีหลักสากล เพราะไม่ปฏิบัติก็โดนเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่... สุดท้ายตำรวจก็ตกเป็น “จำเลยสังคม” ในอีกหลายเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่เป็นบทเรียนเจ็บปวดของ “ตำรวจไทย” เสมือนเป็น “หนังหน้าไฟ” เพราะมีหน้าที่รักษากฎกติกาอยู่ในสถานภาพ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอมา...สถานการณ์คุกรุ่นเช่นนี้ “สนง.ตำรวจแห่งชาติ” ต่างก็ระดมตำรวจควบคุมฝูงชนจาก บช.ภ.1-9 ตชด. จำนวน 95 กองร้อยกว่าหมื่นนาย เข้า กทม. เสริมทัพ บช.น. ดูแล 2 ชุมนุมนี้ “ทีมข่าวสกู๊ปหน้า 1” มีโอกาสได้เข้าไปสังเกตการณ์ความเป็นอยู่ของตำรวจ และ ตชด. ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมืองครั้งนี้ภายใน “วัดแห่งหนึ่ง เขตพระนคร” ถูกปรับศาลาให้เป็นสถานที่พักหน่วยชั่วคราว ในการรอคำสั่งสลับหมุนเวียนเข้าปฏิบัติหน้าที่ภารกิจตามมอบหมาย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในหน่วยงานราชการสำคัญๆในระหว่างนี้ ตำรวจภูธรนายหนึ่ง บอกให้ฟังว่า เมื่อ “ตำรวจทุกนาย” คือ “ข้าราชการ” มีหน้าที่รับคำสั่งจาก “ผู้บังคับบัญชา” โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิเช่นนั้นก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ต้องมีโทษทางวินัยร้ายแรงสูงสุด คือ “ไล่ออกจากราชการ”ถ้าถึงขั้นนี้ “ครอบครัว” ผู้อยู่เบื้องหลังจะมีชีวิตต่ออย่างไรกันต่อไป...จริงๆแล้ว...“ตำรวจทุกหน่วยงาน” ผ่านการฝึกอบรมควบคุมฝูงชนเข้มงวดมาแล้ว ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชน ตามหลักวิธีตำรวจควบคุมฝูงชนของสหประชาชาติ ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพของทั่วโลก ประกอบกับอุปกรณ์ประจำกายตั้งแต่โล่ กระบอง หน้ากากป้องกันแก๊ส แก๊สน้ำตา อีกทั้ง “สนง.ตำรวจแห่งชาติ” มีคำสั่งให้ “ตำรวจทุกหน่วย” ฝึกทบทวนทักษะให้มีความชำนาญอยู่เสมอด้วยซ้ำ โดยจำลองสถานการณ์ที่ตำรวจเคยถูกทำร้ายจากการชุมนุม เพื่อฝึกให้มีความอดทน อดกลั้น มีวินัย ไม่ตอบโต้เมื่อมีการยั่วยุ ด่าทอ ขว้างปา หรือทุบตี เป็นต้นถ้าบุคคลใดไม่ผ่านการฝึกหลักสูตรนี้...ไม่สามารถถูกนำมาปฏิบัติหน้าที่โดยเด็ดขาด...แต่ด้วยบทบาทหน้าที่ “ตำรวจ” มีภาพลักษณ์เข้มแข็ง และมีระเบียบวินัยปฏิบัติตามนโยบาย สตช. ที่ถูกเรียกว่า “กู๊ด บอย” (Good Boy) ลักษณะรูปแบบวัฒนธรรมคล้าย “ทหาร” ในสายการบังคับบัญชาสั่งการ “คำเด็ดขาด...มีวินัย” โดยเฉพาะทุกนายต่างกิน และนอนอาศัยอยู่ด้วยกันดังนั้น การสั่งการใช้กำลัง “ตำรวจ” มักมีความเป็นพี่เป็นน้อง เพราะถูกฝึกมาให้ “กินข้าวหม้อเดียวกัน” อยู่ร่วมกันเป็นหมวดหมู่ ที่มีวัฒนธรรมการเชื่อฟังคำสั่งชอบด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัดหนำซ้ำ...“มีความรักสามัคคี มีระเบียบวินัย” ทำให้ต้องเป็นหน่วยที่ออกหน้าเผชิญประจัญบานกับผู้ชุมนุมเสมอ ในการควบคุมฝูงชนนี้ที่โรงพักแต่ละพื้นที่ส่งตัวแทนมาช่วยราชการชั่วคราว เพื่อมาประกอบกำลัง “ควบคุมฝูงชน” แต่ก็ยังมีความชำนาญน้อยกว่าตำรวจควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) เช่นเดิมตามแผนยุทธศาสตร์ หลักยุทธวิธี “สลายการชุมนุม” ต้องเป็นในเชิงป้องกันระงับเหตุความรุนแรงเท่านั้น ทำให้มั่นใจว่า “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ต่างยึดปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน ที่ไม่ใช้อารมณ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติต่อประชาชน ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะหากทำเกินกว่าเหตุอาจถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้ ประเด็น...“ตำรวจตกเป็นจำเลยในการสลายการชุมนุม 16 ตุลา 63” หากย้อนดูการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่การชุมนุมพันธมิตรฯ การชุมนุม นปช. การชุมนุม กปปส. ส่วนใหญ่ “ตำรวจ” ต้องรับหน้าที่เป็นด่านหน้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมมาตลอด เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาชอบด้วยกฎหมาย ที่ไม่สามารถปฏิเสธใดๆได้แต่เบื้องหลังลึกๆต่างรู้สึกลำบากใจ ที่ต้องออกมาปฏิบัติกับประชาชน ถ้าให้นึกภาพ...“นาย” สั่งมาทำหน้าที่แล้ว “ฝืนความรู้สึก” และถอดเครื่องแบบตำรวจหนีไปไม่ได้ เพราะเป็น “อาชีพ” ที่เราเลือกเข้ามาแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ “ตำรวจ” ก็ต้องตกเป็น “จำเลย” ทุกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่กับการชุมนุมนี้ แม้จะขอให้ “ประชาชน” เข้าใจก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ขอให้ “ครอบครัว และคนข้างกาย” มีความเข้าใจก็เพียงพอแล้วในทุกครั้งที่ออกจากบ้านมาปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน “ลูกๆ” มักถามเรื่อง “การสลายการชุมนุม” เสมอ แต่ก็อธิบายให้เข้าใจว่า “เป็นเรื่องขัดแย้งการเมือง” เกิดจากความไม่เข้าใจทางความคิดเท่านั้น ส่วน “ตัวพ่อ” มีอาชีพตำรวจ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ที่ไม่ได้มองว่า “ผู้ชุมนุมเป็นศัตรู” แต่เราต้องรักษาความสงบตามกฎหมายทุกคนก็เข้าใจ มักบอกเสมอว่า...ดูแลตัวเองนะพ่อ หนูเป็นห่วง กลับบ้านเร็วๆ หนูคิดถึง...เรื่องตำรวจปฏิบัติต่อในการชุมนุม อาจต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าบุคคล “มีใจเป็นกลาง ปราศจากอคติ” ก็หวังให้มีความเข้าใจ เพราะ “ตำรวจ” ไม่มีเจตนาสลายการชุมนุม แต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน และเชื่อว่า...อีก 10 ปี หรือ 20 ปี ถ้ามีการชุมนุมทางการเมือง “ตำรวจก็ต้องถูกด่า และตกเป็นจำเลย” อยู่เช่นเดิมโดยเฉพาะคำว่า “ขี้ข้าเผด็จการ” นับเป็นสิ่ง “เจ็บปวด” เพราะ “ตำรวจ” ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบ ไม่ให้มีเหตุความรุนแรง ในการป้องกันอันตรายต่อประชาชน กลับต้องมา “ถูกด่า” แม้ว่าบางนายอาจรู้สึกอยู่บ้าง ก็ต้องนิ่งไม่ให้อารมณ์เข้ามามีส่วนในการทำหน้าที่เด็ดขาด ด้วยการยึดหลักอุดมคติ...“เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต”ดังนั้น...“ตำรวจ” ขอยอมเป็นผู้ร้าย ในสายตาของประชาชน เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข เมื่อเสร็จภารกิจความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ก็จะกลับไปประจำการหน่วยดั่งเดิม...สิ่งที่อยากบอกสังคม...“ตำรวจ” ไม่เคยมองว่า “ผู้ชุมนุมเป็นศัตรู” กลับมองพวกเขาคือ “ลูกหลาน” แต่เป็นเรื่องปัญหาทางการเมืองเท่านั้น โดยเฉพาะ “ผู้มาร่วมชุมนุมบางคน” เป็นลูกของตำรวจก็มี แม้บางครั้ง “ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่” เจอลูกอยู่พื้นที่ชุมนุมด้วยซ้ำ ทำให้มี “ความกดดัน” ทั้งทำมากไปก็ไม่ได้ หรือไม่ทำเลยก็ไม่ได้อีกย้ำว่า...อยากให้ทุกคนมีใจเป็นกลาง ปราศจากใจอคติ เพราะ “ตำรวจ” ไม่ใช่คู่ขัดแย้งต่อ “ประชาชน” แต่เป็นเพียง “กลไกระบบราชการ” ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย...