ยานอพอลโล 11 ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา สร้างประวัติศาสตร์นำนักบินอวกาศไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกปี พ.ศ.2512 ส่วนยานอพอลโล 17 ก็ถูกบันทึกประวัติศาสตร์เป็นยานที่นำนักบินอวกาศสหรัฐฯ เหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2515 ก่อนจะยุติโครงการอพอลโลอย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ.2517ตอนนี้นาซาฟื้นแผนที่จะหวนกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง และเตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือส่งทีมนักบินอวกาศที่หนึ่งในนั้นเป็นสตรี ซึ่งเธอจะเป็นนักบินอวกาศหญิงคนแรกที่เดินทางไปยังดวงจันทร์ มีข้อมูลเผยว่าเม็ดเงินมากกว่า 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 11,546 ล้านบาท จะอัดฉีดให้หน่วยงาน 14 แห่ง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ภารกิจกลับสู่ดวงจันทร์มีความยั่งยืนภายในสิ้นทศวรรษนี้โนเกียคือหนึ่งในบริษัทได้งบจำนวน 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 450 ล้านบาท โดยเครือข่ายของโนเกียจะดูแลเรื่องการสื่อสารด้วยเสียงและวิดีโอของหุ่นยนต์สำรวจและนักบินอวกาศ เครือข่ายจะรับส่งข้อมูลคำสั่งการทำงานและการควบคุมหุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ในแบบระยะไกล ซึ่งการออกอากาศเสียงและวิดีโอด้วยความละเอียดสูง จะช่วยให้นักบินอวกาศสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลไบโอเมตริกซ์หรือข้อมูลอัตลักษณ์ผ่านการสื่อสารแบบไร้สายเรียกว่านาซาเลือกให้โนเกียสร้างเครือ-ข่ายโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกบนดวงจันทร์นั่นเอง แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาซาพยายามเปิดตัวเครือข่ายมือถือบนดวงจันทร์ เพราะในปี พ.ศ.2561 โนเกียและโวดาโฟนได้ทดลองเปิดเสาอากาศเคลื่อนที่ น้ำหนักเบาพิเศษ โดยใช้จรวดสเปซเอ็กซ์ ฟอลคอน ไนน์ ทว่าโครงการก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์โนเกียอ้างว่าอุปกรณ์ของตนออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบาก แม้ว่าการตั้งเครือข่ายดวงจันทร์จะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่าการตั้งเครือข่ายบนโลก แต่ก็คาดว่าจะอัปเกรดจากระบบ 4G เป็นระบบ 5G ได้ทันเวลากับโครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ที่จะพานักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ในปี พ.ศ.2567.ภัค เศารยะ