อดีตจ่าทหารบก เจ้าของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ก่อเหตุสลด ฆ่ายกครัวทั้งพ่อ แม่ เมีย และลูกชายวัย 8 ขวบ แล้วทำอัตวินิบาตกรรมปืนจ่อขมับยิงตัวตายตาม ตรวจสอบบ้านเกิดเหตุพบสภาพน่าอนาถคาวเลือดคละคลุ้ง พบศพแม่ถูกยิงพรุน 6 นัดที่ประตูหน้าบ้าน พ่อเป็นจ่าทหารบกเกษียณราชการ ถูกยิงตายในห้องนอนชั้น 2 ในห้องนอนอีกห้องพบศพเมียและลูกถูกจ่อยิงหัวทั้งคู่ และร่างผู้ก่อเหตุจ่อยิงขมับตัวเองนั่งเสียชีวิตอยู่ใกล้ศพครอบครัว มีปืนทูตมรณะตกอยู่ข้างๆ เพื่อนบ้านช็อก ปกติครอบครัวนี้เป็นคนดี มีน้ำใจกับเพื่อนบ้าน ไม่มีศัตรู สงสัยเครียดธุรกิจแย่ช่วงโควิด-19 เปรยจะเอาทาวน์โฮมที่ใช้เปิดเป็นบริษัทไปรีไฟแนนซ์รอบ 2 ก่อนตายไปขอโชคลาภ “ไอ้ไข่” ถึง จ.นครศรีธรรมราช วงจรปิดในบ้านยัน ไม่มีคนอื่นเข้าออก ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุเจ้าของบริษัทเคมีภัณฑ์คิดสั้นฆ่ายกครัว 5 ศพรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 17 ก.ย. ร.ต.อ.ณัฐกฤษณ์ มากจริง รอง สว. (สอบสวน) สน. ทุ่งครุ รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตยกครัว ภายในบ้านเลขที่ 9/34 หมู่บ้านอลิชาเพลส 2 ถนนครุในซอย 3 แขวงและเขตทุ่งครุ กทม. รายงานผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์ นิติเวช รพ.ศิริราช และอาสากู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่เกิดเหตุเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น เปิดเป็นบริษัทขายเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ชื่อ บริษัทเวล อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด เจ้าหน้าที่นำเชือกมากั้นไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าออก บริเวณประตูกระจกหน้าบ้านพบศพนางอรสา คล้ายพยัฆ อายุ 65 ปี ถูกยิงด้วยปืน.38 ที่ศีรษะ 1 นัด ลำตัว 3 นัด และเอวอีก 2 นัดรวม 6 นัด พบปลอกกระสุนขนาด.38 ตกตามทางเดินในห้องโถงชั้นล่างขึ้นไปตามบันไดขึ้นชั้น 2 รวม 6 ปลอกส่วนชั้นบนมีห้องนอน 2 ห้องและห้องพระ 1 ห้อง ตรวจสอบห้องแรกพบศพ จ.ส.อ.ประวิทย์ คล้ายพยัฆ อายุ 72 ปี ข้าราชการบำนาญกองทัพบก สามีนางอรสาที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณประตูหน้าบ้าน สภาพศพถูกยิงที่ศีรษะด้านหน้า 1 นัด เลือดนองเต็มพื้น ในห้องนอนห้องที่สองพบศพพ่อแม่ลูกรวม 3 คนประกอบด้วย น.ส.วิภางค์ พุ่มไพจิตร อายุ 39 ปีถูกยิงขมับขวาทะลุซ้าย 1 นัด นอนหงายจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่บนเตียง ข้างเตียงฝั่งขวาพบศพลูกชายวัย 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนบูรณะศึกษา หลักสูตรอินเตอร์ ถูกยิงศีรษะด้านหลัง 1 นัดนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นรายสุดท้ายคาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุคือ จ.ส.อ.อนุวัต หรือเอ็กซ์ คล้ายพยัฆ อายุ 39 ปี ใช้ปืน.38 ยิงขมับขวาตัวเองทะลุออกซ้าย 1 นัด เสียชีวิตในสภาพนั่งพิงเตียงนอนข้างๆศพภรรยาและลูก พบปืนลูกโม่.38 พร้อมปลอกกระสุนที่ยิงแล้ว 4 นัดตกอยู่ใกล้มือขวา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบ้านนางรักจิตร์ ทุมรินทร์ อายุ 60 ปี เพื่อนบ้าน กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 06.00 น. ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด และได้ยินเสียงคนในบ้านร้องคล้ายคนเจ็บ จากนั้นประมาณ 07.00 น. รู้สึกผิดสังเกตที่คนในบ้านยังไม่ตื่นไปส่งลูกไปโรงเรียน เดินไปดูที่หน้าบ้าน เห็นว่า มีผู้เสียชีวิตที่หน้าประตูบ้าน จึงรีบแจ้งตำรวจ ส่วนสาเหตุไม่ทราบว่า เกิดจากปัญหาอะไร ไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิง เพราะที่ผ่านมาครอบครัวนี้ไม่เคยแสดงความเครียด หรือมีปัญหาธุรกิจอะไร ทราบว่าทำธุรกิจขายอุปกรณ์สเปรย์ล้างคราบน้ำมัน ห้องเครื่อง และยางมะตอยส่งตามตลาดประดับยนต์“บ้านหลังนี้มีผู้อาศัยอยู่ 5 คน ประกอบด้วยปู่ ย่า ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย คุ้นเคยสนิทกันฐานะเพื่อนบ้านมา 5-6 ปีแล้ว ที่ผ่านมาคนในบ้านไม่เคยเล่าปัญหาอะไรให้ฟัง ไม่มีความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน ไม่มีศัตรู เป็นเพื่อนบ้านที่ดี คาดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นปัญหาเรื่องธุรกิจครอบครัว ล่าสุดทราบว่า เพิ่งเดินทางไปวัดเจดีย์ไอ้ไข่ จ.นครศรีธรรมราชเพื่อขอโชคลาภ ก่อนเดินทางกลับมาก่อนวันหวยออกประมาณสัปดาห์ที่แล้ว” นางรักจิตร์กล่าวส่วนนายนก (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 55 ปี เพื่อนบ้านอีกหลังให้ข้อมูลว่า คนในบ้านหลังนี้มีไมตรีที่ดีกับเพื่อนบ้านอย่างมาก เวลามีเด็กๆลูกหลานบ้านใกล้เคียงไปเล่นกับลูก จะเปิดบ้านต้อนรับนำของเล่นออกมาแบ่งให้เด็กคนอื่นเล่นอยู่เสมอ ส่วน จ.ส.อ.อนุวัตทราบว่า เมื่อก่อนเป็นทหารบกแต่ไม่ทราบสังกัด ลาออกราชการมาทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำยาวงการประดับยนต์จนซื้อบ้านให้พ่อ แม่ ลูก และภรรยาอยู่ได้ราว 5-6 ปี บ้านนี้มีรถยนต์ 2 คัน เป็นรถยนต์อีโคคาร์ 1 คัน กับรถยนต์ฮอนด้า 7 ที่นั่งอีกคันแต่ระยะหลังเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่แล้ว จ.ส.อ.อนุวัตเคยเปรยให้ฟังว่า จะนำบ้านไปรีไฟแนนซ์รอบ 2เพื่อนำเงินมาหมุน เพราะประสบปัญหาการเงินจากวิกฤติโควิด-19ด้าน พ.ต.อ.สุนัน อ้นหนองปรง ผกก. (สอบสวน) บก.น.8 กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นพบว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่ใกล้ จ.ส.อ.อนุวัตมากที่สุด แต่ยังไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ หรือลำดับเหตุการณ์เป็นอย่างไร ตำรวจตั้งสมมติฐานเบื้องต้นไว้ แต่ยังไม่สามารถสรุปเหตุการณ์ได้ ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากกล้องวงจรปิดในบ้าน สั่งการให้ บก.สส.บก.น.8 เก็บเซิร์ฟเวอร์ไปตรวจสอบแล้ว และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาประกอบ ขณะเดียวกันต้องติดตามญาติผู้ตายซึ่งมีพื้นเพอยู่ จ.ฉะเชิงเทรา มาถามแรงจูงใจการก่อเหตุ เนื่องจากไม่พบจดหมายลาตาย และยังไม่พบว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาในบ้าน ประกอบกับประตูหน้าบ้านก็ถูกล็อกจากด้านในที่ สน.ทุ่งครุ เวลา 15.30 น. นายณรงค์ โต๊ะงาม อายุ 40 ปี เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายสิบทหารบกรุ่น 443 ของ จ.ส.อ.อนุวัต กล่าวว่า เดินทางมาจาก จ.นครปฐม เพื่อมาทำเอกสารรับศพ จ.ส.อ.อนุวัต และครอบครัว เพราะรู้จักกันมานานมากกว่า 20 ปี นิสัย จ.ส.อ.อนุวัต เป็นคนนิ่งๆ เรียบร้อย ไม่ใช่คนใจร้อน ไม่เคยหาเรื่องใคร พอแต่งงานก็ลาออกจากราชการมาทำธุรกิจเปิดบริษัทเกี่ยวกับส่งออก ก่อนเปลี่ยนเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านให้เอกชน เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้ตายเคยปรึกษาปัญหาเรื่องธุรกิจกับตน ระบุว่า ขาดสภาพคล่องทางการเงิน หมุนเงินไม่ทัน หาเงินมาจ่ายค่าจ้างลูกน้องไม่ได้ เคยให้ช่วยหาเงินประมาณ 2 แสนบาทไปหมุน ตนขอเวลา 2 สัปดาห์เพื่อหาทางช่วย แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก่อน ไม่ทราบว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้นเป็นของใคร จากนี้จะประสานขอรับศพที่ รพ.ศิริราช แล้วเพื่อนๆจะช่วยกันเปิดบัญชีกลางรวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพต่อไปด้าน นพ.ปราการ ถมยางกูร กรรมการสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เผยว่า การฆ่าตัวตายของคนเราเกิดจากความรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่มีความหวัง การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมอง ที่เกิดภาวะซึมเศร้า หรือมีโรคประจำตัว รวมถึงการใช้สารเสพติดมาเกี่ยวข้อง ส่วนการฆ่าผู้อื่นแล้วฆ่าตัวตายตามไปด้วยอาจเกิดจากการน้อยอกน้อยใจ หึงหวง ทะเลาะเบาะแว้ง สัมพันธภาพที่ไม่ดีสะสมมานาน เมื่อฆ่าคนอื่นแล้วรู้สึกผิดจึงฆ่าตัวตายตาม หรือมาจากความเชื่อผิดๆที่ต้องฆ่าตัวตายตามเพื่อการได้ไปอยู่ดูแลกันต่อ“สัญญาณเตือนคนที่คิดจะฆ่าตัวตายมักมีภาวะซึมเศร้า แยกตัวออกจากสังคมเพื่อนฝูง ไม่สุงสิงกับใคร บางคนอาจเก็บสะสมอาวุธ เช่น หาซื้อปืน ยาฆ่าแมลง บางรายอาจพูดเป็นนัยๆ เช่น ไม่อยู่สักคนก็ดี เพราะทำความลำบากให้ครอบครัว เป็นอะไรไปฝากด้วย ไม่อยากอยู่แล้ว เป็นต้น อย่างไรก็ตามการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพในครอบครัว เกิดภาวะเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งให้คนคิดฆ่าตัวตายมากยิ่งขึ้นได้ กรมสุขภาพจิตฯคาดการณ์ว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า หากมีปัญหาสุขภาพจิตหรือพบผู้ส่งสัญญาณฆ่าตัวตาย โทร.ปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323” นพ.ปราการกล่าวนพ.ปราการกล่าวด้วยว่า คนที่คิดฆ่าตัวตาย หากมีใครสะกิด เข้าไปพูดคุยให้ได้ระบายความทุกข์ ด้วยการรับฟังอย่างมีสติ ด้วยหัวใจ ให้ความเห็นใจ อย่าไปตำหนิ สามารถช่วยยับยั้งได้ เพราะคนเหล่านี้แม้คิดฆ่าตัวตายยังอยากมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ อยากรณรงค์ให้ทุกคนยิ้มให้กันมากขึ้น เพราะรอยยิ้มทำให้ลืมความทุกข์ คลายความเครียด เสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี ที่ผ่านมารอยยิ้มสยามของคนไทยหายไป เพราะเราลืมความสุข ลืมธรรมชาติ ยึดติดกับความเร่งรีบ คิดถึงตัวเองมาก ลืมนึกถึงคนอื่น แต่รอยยิ้มสื่อถึงการแบ่งปัน