อีกหน่วยกำลังที่รับภารกิจสำคัญเหนือชีวิต ทว่าต้องบริหารด้วยงบประมาณที่มีอยู่ “น้อยนิด” ผู้นำทัพจำเป็นต้องพิชิตใจขุนพลด้วยการกระตุ้นขวัญกำลังใจไม่ให้ “แตกแถว”ครบรอบ 11 ปี สถาปนา กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน หลังจากยุบรวมกองกำกับการอารักขา และกองกำกับการปราบจลาจลที่เคยขึ้นตรงกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ด้วยการยกฐานะเป็นกองบังคับการเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2552ผ่านเรื่องราวมากมายของ “นายทัพ” คุมหน่วยถึง 9 คน“มันเหมือนมีอาถรรพณ์อยู่ไม่นานก็ต้องไป” พล.ต.ต.ลือชัย สุดยอด อดีตผู้นำรำพันเขาเป็น ลูกหม้อคนเดียว ที่ครองตำแหน่งนานสุดถึง 3 ปีนอกนั้นต้องขยับลุกเก้าอี้กันบางทีก้นไม่ทันร้อน ตั้งแต่ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ประเดิมเปิดหัวคนแรกอยู่ได้เพียง 2 เดือน หลีกทางให้ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา มาแทน ปีเดียว ต่อด้วย พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง ยาว 2 ปี ก่อนจะเป็น พล.ต.ต.ลือชัย สุดยอดต่อมา พล.ต.ต.วัชรพงศ์ ดำรงค์ศรี นั่งอยู่ปีเศษ มี พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล เป็นแค่ 4 เดือนกว่า พล.ต.ต.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย อยู่ 1 ปี สลับให้ พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ นั่งอีกปีเดียวมี พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร ดำรงตำแหน่งถึงปัจจุบันใกล้ครบปี พยายามกระตุ้นขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาภูมิใจในความเป็นตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน ถึงจัด “พิธีสวนสนาม” เรียกความฮึกเหิมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาเป็น “ครั้งแรก” ในวันสถาปนาหน่วยแสดงให้เห็นความพร้อมเพรียงและความสามัคคีที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันปลูกฝัง ความรักศักดิ์ศรี ของหน่วยน่าเสียดายที่เจ้าตัวก็ต้องอำลาเก้าอี้ มี พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ จ่อเข้าคิวมาแทนสานต่อ “บทนายทัพ” ลำดับที่ 10 ในรอบ 11 ปีของหน่วยกำลังสำคัญที่ต้องกล้า “เทกระเป๋า” แลกใจผู้ใต้บังคับบัญชา.(ภาพ : พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์)"สหบาท"