เด็กยากจน เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจนพิเศษ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาโรงเรียนไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ตก็ไปไม่ถึงนักเรียนต้องดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่พิการ ไม่มีอาหารเช้ากิน ไม่มีค่ารถเดินทางไปโรงเรียน สารพัดปัญหาที่คนในสังคมรู้ดีว่าเป็นเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย ส่วนจะมีจำนวนเท่าไร เรียนที่ไหน อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศไทยกลับไม่มีใครหาคำตอบที่ชัดเจน และไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือมีข้อมูลที่กระจัดกระจาย ตามแต่ที่หน่วยงานหรือกระทรวงใดรับผิดชอบด้านใดนี่คือสาเหตุเบื้องต้นที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เห็น และนำมาสู่การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ Information System for Equitable Education หรือ iSEE 2.0 ดร.ไกรยส ภัทราวาส รองผู้จัดการ กสศ. เล่าว่า “iSEE 2.0 คือ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเชื่อมฐานข้อมูลเด็กเยาวชนและครอบครัวที่ยากจน ด้อยโอกาส มากกว่า 4 ล้านคน โดยบูรณาการข้อมูลของกระทรวงหลัก 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่สนใจจะเข้ามาช่วยเหลือเด็กนักเรียนได้เข้าถึงข้อมูล ซึ่งลงลึกถึงรายบุคคล สภาพครอบครัว รวมทั้งข้อมูลต่างๆของโรงเรียนเป็นรายโรง”ด้านเป้าหมายของระบบ iSEE 2.0 นั้น รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า “กสศ.มีเป้าหมายปฏิรูปการทำงานในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยใช้ข้อมูลในระบบ iSEE 2.0 ซึ่งวางเป้าหมายหลัก 5 ด้าน คือ 1.การเชื่อมโยงข้อมูลเด็กจากทุกกระทรวงให้รอบด้าน ทั้งการศึกษา ภาวะโภชนาการ สุขภาพ รายได้ครัวเรือน ภาระที่เด็กต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มากกว่าการศึกษาเพียงด้านเดียว 2.จัดทำข้อมูลให้เป็นภาพที่เข้าใจง่ายต่อการเผยแพร่ได้ในวงกว้าง 3.ปฏิรูปกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น การระดมทุน ซึ่งจะเห็นภาพความขาดแคลนของโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้การช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด 4.ขับเคลื่อนทรัพยากรและเครือข่ายในสังคมเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และ 5.ขับเคลื่อนสังคมโดยมีงานวิจัยรองรับ” “สังคมไทยไม่ว่าจะเป็นใคร ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้ข้อมูลจากระบบ iSEE 2.0 นี้ นักธุรกิจหรือผู้มีชื่อเสียงในสังคมที่มีเวลาน้อย ก็ใช้เวลาไม่นานที่จะดูกราฟ ตาราง แผนภูมิ ก็เข้าใจและเห็นภาพว่า มีเด็กต้องการความช่วยเหลืออยู่ที่จุดไหนของประเทศ และเด็กต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือแม้แต่ตัวนักเรียนเอง ก็สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ เมื่อเข้ามาดูข้อมูลใน iSEE 2.0 โดยสามารถทำโครงการเสนอครู เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนน้องที่ขาดแคลนได้ ที่สำคัญ iSEE 2.0 เป็นระบบที่มีชีวิต เราอยากให้ทุกคนที่เข้ามาดูในระบบ เห็นจุด ตัวเลข ตาราง กราฟ ทุกอย่าง เป็นดั่งเด็กที่มีลมหายใจ เป็นเด็กที่มีความฝัน เป็นคนที่เราอยากลงทุนช่วยเหลือให้เป็นอนาคตของชาติ และส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไทยให้ยั่งยืน” ดร.ไกรยส กล่าวทิ้งท้ายไว้สำหรับรายละเอียดและจุดเด่นของระบบ iSEE 2.0 นั้น ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้พัฒนาระบบ iSEE 2.0 กล่าวว่า “ระบบเดิมในเวอร์ชัน 1.0 มีข้อมูลแค่จำนวนนักเรียนยากจนและนักเรียนนอกระบบ ส่วนระบบที่พัฒนาใหม่นี้ ข้อมูลมีการบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้เราเห็นภาพนักเรียนที่รอบด้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ สถานการณ์การศึกษาไทย ประกอบด้วย 1.สถิตินักเรียนทั้งประเทศ แบ่งตามเพศชายและหญิงตามระดับชั้น 2.นักเรียนด้อยโอกาส/พิการ โดยมีเด็กนักเรียนด้อยโอกาส 3.6 ล้านคน นักเรียนพิการ 2.4 แสนคน จำแนกลึกถึงรายจังหวัดพบว่า จ.นครราชสีมา มีจำนวนมากที่สุด คือ 15,173 คน เป็นต้น 3.ครูและบุคลากร แสดงข้อมูล จำนวนครู จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา 4.แผนที่โรงเรียนในประเทศไทยแสดงตำแหน่งโรงเรียนบนแผนที่ประเทศไทย ข้อมูลโรงเรียนทุกสังกัดในแต่ละจังหวัด 5.พื้นที่ที่ไม่มีโรงเรียน พบว่า มี 78 ตำบลที่ไม่มีโรงเรียน 6.ทรัพยากรโรงเรียน เช่น โรงเรียนที่มีไฟฟ้าเข้าถึง มีจำนวน 29,998 โรง และพบว่า 15 โรงไม่มีไฟฟ้าใช้, จำนวนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนทั่วประเทศมีจำนวน 426,055 เครื่อง, อินเตอร์เน็ต มีโรงเรียนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต 29,758 โรง โรงเรียนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต 255 โรง ส่วนที่สอง คือ นักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษ ประกอบด้วย แผนที่นักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษ ระดับโรงเรียน ข้อมูลครัวเรือนนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษ เช่น อาชีพผู้ปกครอง รายได้ หนี้สิน ภาระที่เด็กต้องดูแลรับผิดชอบ ส่วนที่สาม เด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา ประกอบด้วย แผนที่เด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา ครัวเรือนและเศรษฐกิจ ความต้องการ เช่น เงินทุนการศึกษา ฝึกอาชีพ การศึกษาต่อ เป็นต้น“ทีมผู้พัฒนาระบบคาดหวังให้ทุกคนได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มี เช่น หน่วยงานภาครัฐ นำไปจัดสวัสดิการและความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ผู้กำหนดนโยบายระดับพื้นที่ จะเห็นปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ และนำไปวางแผนพัฒนา ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จุดอ่อนและจุดแข็งของสถานศึกษา รวมถึงข้อมูลนักเรียนรายบุคคล เพื่อใช้ในการวางแผนการเรียนรู้รายบุคคล รวมไปถึงประชาชนทั่วไปก็เข้ามาใช้ได้” ดร.วรลักษณ์ กล่าว“ทีมการศึกษา” ขอสนับสนุนนวัตกรรมการศึกษาที่ทำให้ทุกคนเห็นภาพเชิงลึก รายบุคคล ของนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือว่า เด็กเหล่านั้นอาศัยอยู่ที่จุดใดของประเทศ และอะไรคือความจำเป็นที่สุด ทั้งเราหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่มีพลังลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้สำเร็จอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือ ทุกภาคส่วนจะต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลนี้ ไม่ให้กลายเป็นข้อมูลที่อยู่บนกระดาษ ซึ่งจะกลายเป็นความสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย. ทีมการศึกษา