การประชุมประเทศสมาชิก #CPTPP ที่จัดขึ้นในวันนี้ (5 สิงหาคม) ที่ประเทศเม็กซิโก ผ่านระบบออนไลน์ แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงที่จะขอเจรจาเข้าร่วมเพิ่มอย่างเป็นทางการ หรือการให้สัตยาบันเข้าร่วมอย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เป็น “พลัง” สำคัญในการ “ชะลอ” หรือ “เปลี่ยนแปลง” การตัดสินใจของรัฐบาลได้ก็คือ ประชาชนพวกเราทุกคน และภาคประชาสังคม ที่ร่วมกันเคลื่อนไหวทั้งในการสร้างความตระหนักจนเป็นกระแสทางออนไลน์ร่วมกันจับตามอง ตรวจสอบ และกระจายข่าว...จนกระทั่งทำให้เกิดคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาประเด็น CPTPP และยืดระยะการพิจารณาออกไปในที่สุดอย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องจับตามองการเคลื่อนไหวว่ามุมมองของภาครัฐจะเป็นไปอย่างไรต่อไปในประเด็นเรื่อง CPTPP และ UPOV1991 แม้ว่าปีนี้จะถูกขยับระยะเวลาการตัดสินใจต่อไป แต่ไม่ว่าจะเป็นปีไหน หรือเมื่อใด ข้อตกลงนี้ก็เป็นการเอื้อต่อผลประโยชน์แก่บริษัทเกษตรและเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของโลกโดยที่ผลกระทบจะตกอยู่ที่ปากท้องของคนไทย ชีวิตเกษตรกร การผลิตยา ความหลากหลายของพืชพรรณ และความมั่นคงทางอาหารอันเป็นปากท้องของเราทุกคนขอบคุณที่ร่วมกันเป็นปากเสียงและจับตามองประเด็น CPTPP มาอย่างใกล้ชิดหยุดการผูกขาดการครอบครองเมล็ดพันธุ์ หยุด CPTPP#อัปเดตCPTPP #NoCPTPP #คัดค้านCPTPP ข้อมูลข้างต้นเหล่านี้คัดลอกมาจากเฟซบุ๊กเพจ : “Greenpeace Thailand” สารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า ข้อตกลง CPTPP คนทั่วๆไปก็อาจจะได้รับรู้ถึงผลกระทบในเรื่อง “เมล็ดพันธุ์” กับเรื่อง “ยา” แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วกระทบไปถึงเรื่องผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะยิ่งจะมีปัญหามากแน่นอน เมื่อไปขายในโลกออนไลน์ข้อแรกเลยนะ ด้วยเพราะห้ามมีเลขจดแจ้ง...เมื่อไม่มีจะไปตามกันยังไง ที่ไหน สมมติว่าเป็นครีมที่ใส่สารเคมี ผู้บริโภคใช้แล้วมีผลกระทบเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ตามยาก ไม่ต่างกับกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีฟิตเนสแคลิฟอร์เนียว้าวที่ไม่ว้าว?ตามตัว...ไม่เจอหรือ...ค้าขายออนไลน์ คุณไม่ต้องมาขึ้นทะเบียนจะขายอะไรก็ได้ ทำขาย กวนเองก็ยังได้...แม้ว่าจะขึ้นทะเบียน แต่ไม่ต้องให้เลข คุณจะตรวจย้อนกลับกันยังไง แทบจะทำไม่ได้ว่าต้นทางมาจากไหน แล้วจะเยียวยาอย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือ การขึ้นทะเบียนขายของออนไลน์มีข้อเรียกร้องสำคัญว่า...ใครจะขายตรงไม่ว่า แต่ขอให้รู้ว่าใครขาย? คือ...รู้ตัวคนขายเพื่อป้องกันคนที่จะโกง แต่บอกว่าไม่ต้องขึ้นทะเบียนจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยหนักมาก ข้อตกลง CPTPP ไปเกี่ยวอะไรกับการค้าขายออนไลน์? สารี ยืนยันว่า เกี่ยวแน่ๆ เกี่ยวแน่นอนเพราะเป็นระบบอีคอมเมิร์ซ กฎกติกากำหนดกรอบเขียนไว้แบบว่าครอบจักรวาลจริงๆ แล้วเขาก็ยังตอบคำถามไม่ได้เลยพลิกแฟ้มข้อมูล เอกสารชี้แจง เหตุใดประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วมความตกลง CPTPP (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2, 8 มิ.ย.63) เอฟทีเอ ว็อทช์ หน้าที่ 34 “ข้อกังวลเรื่องเครื่องสำอาง”ประเทศไทยต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนระบบการอนุญาตเครื่องสำอางไปเป็นระบบการจดแจ้งโดยสมัครใจ หรือบังคับ และไม่ให้ระบุเลขที่จดแจ้งบนฉลาก ตามข้อตกลง CPTPP ในมาตรา 8.14 และภาคผนวก 8-Dแม้จะทำให้ “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง” ขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น แต่จะทำให้มีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ “ไม่ปลอดภัย” มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำกับดูแลและผู้บริโภคขาดเครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดว่า...ผ่านการจดแจ้งจาก อย.หรือไม่?ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เพิ่มขนาดปัญหาการโฆษณาผิดกฎหมาย การขายตรงออนไลน์ โซเชียลมีเดีย แชร์ลูกโซ่...ที่แก้ปัญหาได้ช้าและยาก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในท้ายที่สุดไม่เพียงเท่านั้น ความตกลงในลักษณะนี้จะไม่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐทบทวนนโยบาย หรือกฎหมายที่ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ แม้ว่าจะพบว่าเกิดปัญหาจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นไปแล้วก็ตาม ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายผ่านกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจึงมีคำถามสำคัญถึงฝ่ายไม่เห็นด้วย ที่ต่อสู้กันว่า...ข้อตกลง CPTPP ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเลย จะรู้ได้อย่างไรว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” อย่างไร...จะเกิด “ผลเสีย” หรือ “ผลดี” กว่ากันกลับบอก...“ไม่รับ” ข้อตกลง CPTPP?“เราต้องดูก่อนว่า ข้อตกลง CPTPP มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง เวลาข้อดี สมมติว่าเรื่องเศรษฐกิจจะบอกเลยว่าจีดีพีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่พอข้อเสียคุณบอก...แต่ไม่ได้พูดถึงตัวเลขให้ชัดเจน อย่างเช่น ยาเราจะแพงขึ้นเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ เราพบว่าแค่ยาตัวหนึ่งพบว่ามีผลเสียมากกว่าตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป”เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงที่สะท้อนออกมาให้คนดูไม่ชัดสารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ย้ำว่า จะร่วมหรือไม่ร่วม หากเราไม่ร่วมจะตายไหม? คิดว่าเราต้องเปลี่ยนใหม่ ในเชิงที่ว่าตอนโควิด-19 เข้ามาคนรู้สึกมากเลยว่าความตายใกล้ตัวเอง ฉะนั้นต้องผลิตอาหารกินเอง ทำโน่นทำนี่ด้วยตัวเอง กลับไปแบบเดิมคงลำบากที่สำคัญ...ข้อเสียที่ผู้บริโภครู้สึกก็คือ คนทั่วๆ ไปไม่น้อยรู้สึกก็คือ เช่น เราไม่มีทุเรียนที่ดีกินเลยเพราะส่งออกหมด ผลไม้ที่ดีไม่อยู่ในประเทศเลย...ส่งออกกันหมดเช่นกันนี่คือ ปัญหาของข้อตกลงทางการค้าเลยนะ เพราะเราขายได้สะดวกขึ้นจริง ของดีๆ ในประเทศก็ไม่ได้ถึงมือคนในประเทศเพราะเราส่งออกหมด“ของดีๆ ต้องส่งออกเพราะไม่ดีสุดๆ...ก็ไม่ผ่านเกณฑ์ ข้อกำหนดมาตรฐานตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาข้อจำกัด”นอกจากนี้ ตาม “ข้อตกลง CPTPP” ก็ยังมีเรื่องเครื่องมือทางการแพทย์มือสอง ปรับปรุงจากมือหนึ่งที่ผ่านการใช้งานแล้ว และเรา...“ประเทศไทย” ต้องอนุญาตให้นำเข้าด้วย...ถึงตรงนี้ให้รู้เอาไว้ว่าข้อตกลง CPTPP ครอบจักรวาลกว่าที่ใครหลายๆ คนจะคิดได้ รายละเอียดครอบคลุม “สินค้า” และ “บริการ” ทั้งหมดทุกสรรพสิ่งในโลกนี้อยู่ในข่ายนี้ทั้งหมด สองคำข้างต้นนี้ครอบคลุมครบวงจรจริงๆยังนับรวมไปถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อย่างเช่นองค์การเภสัช ต่อจากนี้ไม่สามารถที่จะระบุบังคับว่าจะต้องซื้อจากองค์การเภสัชเท่านั้น ยาจะแพงขึ้นมากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เงื่อนปัญหาจะซับซ้อนเป็นเท่าทวีข้อตกลง CPTPP...“ดี” หรือ “ไม่ดี” อย่างไร...จะเกิด “ผลเสีย” หรือ “ผลดี” กว่ากัน เท่าที่ได้รู้ ได้ศึกษามาเป็นเช่นนี้... เห็นเค้าลาง “มะเร็งร้าย” เกาะกิน “ประเทศไทย” แน่นอนแล้วจริงๆ.