คนไทยที่อยากให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่เริ่มมีความหวัง มีผู้เชี่ยวชาญและผู้มากด้วยประสบการณ์ ชี้ทางออกให้ 2 ทาง แนวทางแรกเป็นความเห็นของนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ยืนยันว่า คำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดประธาน ก.อ.มีหนังสือบันทึกข้อความถึงอัยการสูงสุด มีใจความโดยย่อว่า คดีนี้อธิบดีอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้เคยมีคำสั่งฟ้องไปแล้ว และผู้ต้องหาเคยร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง อัยการสูงสุดสั่งให้ยุติการรับคำร้องอีกต่อไป แต่ยังมีการร้องขอความเป็นธรรมอีก มีพนักงานอัยการรับไว้ และสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและมีคำสั่งใหม่คำสั่งใหม่ได้แก่ “คำสั่งเด็ดขาด” สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ที่กลายเป็นข่าวครึกโครม ทั้งในและต่างประเทศ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว เพราะอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และ ผบ.ตร.ไม่เห็นแย้ง แต่ ประธาน ก.อ.เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะอัยการสูงสุดสั่งให้ยุติการรับคำร้องแสดงว่าคำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการอาญากรุงเทพใต้ ยังมีผลใช้บังคับต่อไปใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็แปลว่าไม่ต้องรื้อฟื้นใดๆ เพียงแต่ฝ่ายอัยการดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ ส่วนทางออกที่ 2 มาจากนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ทางสว่างให้ว่า คำแถลงของคณะทำงานตรวจสอบของอัยการ คือ “หลักฐานใหม่”หมายถึงคำแถลงข่าวของคณะทำงานฯที่ชี้เหตุผลที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ เนื่องจากในสำนวนการสอบสวนที่ฝ่ายอัยการได้รับ ไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าผู้ต้องหาเสพยาโคเคน และไม่ระบุถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อว่าขณะเกิดเหตุ นายวรยุทธขับรถด้วยความเร็วถึง 177 กม.ต่อชั่วโมง ไม่ใช่ตํ่ากว่า 80 กม.อาจารย์จรัญระบุว่าทั้งสองกรณี เป็น “หลักฐานใหม่” เกินมาตรฐานที่เรียกร้อง เป็นเหตุผลสำคัญที่จะรื้อฟื้นคดี สอบสวนใหม่และมีคำสั่งใหม่ ตามเสียงเรียกร้องของสังคม ไม่ใช่รื้อฟื้นอย่างเดียว แต่ต้องเอาผิดคนที่บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและพยานเท็จด้วย และต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยด่วนแต่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันไม่มีทางสำเร็จ เพราะ กว่า 6 ปีที่ผ่านมา แค่ปฏิรูปตำรวจอย่างเดียวก็ทำได้ถ้าจะให้สัมฤทธิผลต้องปฏิรูปการเมืองควบคู่กันไป เริ่มต้นด้วยให้ทุกคนยึดหลักนิติธรรม ยึดกฎหมายเป็นใหญ่ และทำให้ทุกคนเสมอกันในกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติเป็นคนจนหรือรวย มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ.